ผู้เยี่ยมชม

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ว่ากันเรื่อง Amplifier (เครื่องขยายเสียง)



เมื่อกล่าวถึง เครื่องเสียงแล้ว ส่วนสำคัญที่มีผลต่อเสียงค่อนข้างมาก และมักมีการพูดถึงองค์ประกอบที่สำคัญตัวนี้
ซึ่งก็คือ "แอมป์" ที่หลายคนเรียกกันติดปาก ซึ่งย่อมาจาก Amplifier (แอมปลิไฟเออร์)

Amplifier คือ องค์ประกอบของเครื่องเสียง ที่ทำหน้าขยายสัญญาณเสียง ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีกำลังขึ้น ต่อมาจากเครื่องเล่น DVD CD MP3 (Player)หรือ คือ PRE-Amp

เพาเวอร์แอมป์ หรือพูดกันอย่างตรงตัวก็คือ "เครื่องขยายเสียง" นั่นเองหน้าที่หลังของมันจะรับสัญญาณที่มีปริมาณเหมาะสม จากปรีแอมป์แล้วทำการขยายให้ใหญ่ขึ้นอีกก่อนส่งต่อไปยังลำโพงให้เปล่งเสียงออกมา เพาเวอร์แอมป์ที่ดี จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญยิ่งก็คือ สามารถถ่ายทอดและขยายสัญญาณได้อย่างเที่ยงตรงถูกต้อง หรือมีความเพี้ยนต่ำที่สุด

เพาเวอร์แอมป์ในอุดมคตินั้น เมื่อมีสัญญาณใด ๆ เข้ามา จะต้องทำการขยายสัญญาณให้ออกไปทางเอ๊าท์พุท ให้เหมือนเดิมทุกประการ แต่ก็อย่างว่าแหละ เรื่องความเพี้ยนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก เพียงแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยเท่านั้นเองแอมปลิไฟร์ที่แพง ๆ จึงเป็นแอมป์ที่มีความเที่ยงตรงสูงในการขยายสัญญาณ

เพาเวอร์แอมป์ เมื่อแบ่งออกตามลักษณะอุปกรณ์ที่ใช้ในการขยายเสียงแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

1. เพาเวอร์แอมป์แบบทรานซิสเตอร์ (Transistor Amplifiers)


2. เพาเวอร์แอมป์แบบหลอดสูญญากาศ (Vacuum Tube Amplifiers)

ซึ่งทั้งนี้คุณสามารถสังเกตได้จากลักษณะอุปกรณ์ภายในเครื่องได้ว่า มีลักษณะเป็นหลอดสูญญากาศหรือแบบทรานซิสเตอร์ เพราะว่าข้อแตกต่างจากกันอย่างชัดเจน ตามลักษณะของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม เพาเวอร์แอมป์นั้นยังแบ่งออกไปได้ตามลักษณะของการจัดวงจรขยาย และลักษณะในการถ่ายทอดสัญญาณได้อีก เช่น ถ้าแบ่งกันตามลักษณะในการจัดวงจรไบอัสในการขยายเสียง ก็จะมีการแบ่งออกเป็นคลาสต่าง ๆ เช่น คลาส A, คลาส B, คลาส AB, คลาส C, คลาส D, คลาส H ฯลฯ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าผู้ออกแบบจะทำการเลือกสรรวิธีการไบอัสกระแสของวงจรขยายแบบไหนที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด

ในปัจจุบัน แอมป์คลาส AB ได้รับความนิยมมากที่สุด

นอกจากนี้ ถ้าแบ่งประเภทตามวิธีออกแบบในการถ่ายทอดสัญญาณในภาคขยายสุดท้าย ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ภาคขยายแบบ OTL (OUT PUT TRNAS FOMER LESS) ภาคขยายชนิด OCL (OUT PUT CONDENSER LESS) เป็นหลัก ส่วนวิธีการในแบบวงจรอื่น ๆ ดูจะไม่เป็นที่นิยมกันเช่นแบบ OPT ของหลอดสูญญากาศ

เพาเวอร์แอมป์ชนิดที่ออกแบบอุปกรณ์โดยใช้หลอดสูญญากาศล้วน ๆ นั้น ในปัจจุบันเป็นที่นิยมน้อยกว่าแอมปลิไฟร์ภาคขยายชนิดทรานซิสเตอร์ เนื่องจากหลอดสูญญากาศจะมีขนาดที่ใหญ่เทอะทะ มีน้ำหนักมากใช้ไฟในการเลี้ยงวงจรสูงกว่าทรานซิสเตอร์ และมีความร้อนสะสมภายในตัวเครื่องสูงด้วย แต่ก็ยังมีผู้คนนิยมคุณภาพเสียงที่ได้จากแอมป์หลอด ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากบุคลิกเสียงของหลอดสูญญากาศมีความนุ่มนวลเสียงกลางดีเลิศ มีความละมุนละไม ถูกหูผู้ฟังมาก

และอีกประการหนึ่ง ในแง่ของเทคนิคสำคัญก็คือ หลอดสูญญากาศจะใช้ไฟเลี้ยงวงจรที่สูงมาก สูงกว่าวงจรทรานซิเตอร์ จึงสามารถสะวิงสัญญาณเอ๊าท์พุทให้สูง หรือมีพลังสำรองที่ดี อีกทั้งเพาเวอร์แอมป์ชนิดหลอดสูญญากาศนั้น เมื่อคุณได้ใช้กำลังขับจากมันอย่างเต็มที่ จนถึงอากาศคลิปปิ้ง (CLIPPING) เสียงที่ขับเกินกำลังของแอมป์หลอด จะไม่พร่าเพี้ยนปรากฎชัดเจนเหมือนแอมป์ทรานซิสเตอร์

ด้วยเหตุผลข้างต้น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพาเวอร์แอมป์หลอด ยังได้รับความนิยมจากออดิโอไฟล์กลุ่มหนึ่งอย่างเหนียวแน่น แม้ว่าแอมป์หลอดจะมีข้อเสียบางประการอยู่ เช่น มีค่าความต้านทานทางเอ๊าท์พุทที่สูงไม่สามารถนำไปขับลำโพงที่มีความต้านทานต่ำ ๆ ได้โดยตรง แอมป์หลอดทุกเครื่องจึงต้องมีหม้อแปลง หรือ OUT PUT TRANSFORMER (OPT) สำหรับปรับค่าความต้านทานของหลอดสูญกาศให้เหมาะสมกับค่าความต้านทานของลำโพง เอ๊าท์พุททรานสฟอร์เมอร์ที่ว่านี้ จะต้องมีคุณภาพที่ดีเลิศจริง ๆ ไม่เช่นนั้น มันจะกลายเป็นตัวการทำลายคุณภาพเสียงของแอมป์หลอดไปเสียเอง อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าหลอดสูญญากาศจะมีความร้อนสะสมในตัวสูงอยู่แล้ว การจัดตำแหน่งแห่งที่ทรานสฟอร์เมอร์ จึงค่อนข้างยุ่งยากว่าจะวางตำแหน่งใดดีจึงจะเหมาะสม ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนั้นเอง ได้ทำให้แอมป์หลอดสูญญากาศมีขนาดใหญ่โตเทอะทะทั้ง ๆ ที่มีกำลังขับนิดเดียว

เพาเวอร์แอมป์ชนิดทรานซิสเตอร์ ซึ่งก็จะมีการออกแบบวงจรที่หลากหลายกันออกไป อุปกรณ์จำพวกสารกึ่งตัวนำก็มีอยู่หลายแบบให้เลือกใช้ อุปกรณ์จำพวกนี้ได้แก่ทรานซิสเตอร์, ไอซี, มอสเฟท(MOSFET) เป็นต้น ตามปกติในเวลานี้ ทรานซิสเตอร์ชนิดไบโพล่าดูจะได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ในบรรดาผู้ออกแบบวงจรเพาเวอร์แอมป์ชนิดทรานซิสเตอร์

ข้อดีของอุปกรณ์จำพวกสารกึ่งตัวนำนี้มีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะในแง่ของน้ำหนักขนาดที่เล็กและมีน้ำหนักเบากว่า มีความร้อนสะสมในอัตราที่น้อยกว่าแอมป์ชนิดหลอดสูญญากาศมาก อีกทั้งยังใช้ไฟในการเลี้ยงวงจรที่ต่ำกว่า ที่น่าแปลกมากก็คือหากใช้เครื่องมือจับวัดสัญญาณแล้ว เพาเวอร์แอมป์ ชนิดทรานซิสเตอร์จะมีค่าความเพี้ยนที่ต่ำกว่าแอมป์ชนิดหลอดสูญญากาศแต่ในเวลาฟังจริง ๆ ในทางภาคปฏิบัติ นักฟังมักจะชื่นชอบเสียงจากแอมป์หลอดมากกว่า ดังนั้นค่าความเพี้ยนต่าง ๆ ที่กำหนดเอาผู้ฟังไว้ในสเปกของเครื่อง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องรุ่นใด ชนิดใดให้เสียงดีกว่า จากแค่การพิจารณาความเพี้ยนของสเปกเครื่อง

เพาเวอร์แอมป์ประเภททรานซิสเตอร์ยังต้องมีการออกแบบฮีทซิ้งหรือแผงระบายความร้อนในอุปกรณ์ เพื่อให้การระบายความร้อนสะสมที่เกิดกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำไปได้รวดเร็วที่สุด ความร้อนสะสมภายในตัวทรานซิสเตอร์ จะทำให้มันมีอายุการใช้งานสั้นลงมากกว่าปกติ ความร้อนยิ่งมากตัวอุปกรณ์เหล่านี้จะมีกระแสไหลผ่านมาก และถ้ายังมีกระแสไหลผ่านตัวมันมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็จะทำให้อุปกรณ์นั้นเสียหายได้ ถ้าหากว่าอุปกรณ์ที่เป็นทรานซิสเตอร์ล้วน ๆ จะต้องมีวงจรช่วยในการจำกัดกระแสที่ไหลผ่านตัวทรานซิสเตอร์นั้น ๆ ไม่ให้ร้อยจนเกินกว่าตัวอุปกรณ์นั้นจะรับได้

ในช่วงระยะหลัง ๆ ได้มีการนำเอาทรานซิสเตอร์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า "มอสเฟท" เข้ามาทำงานแทนที่ทรานซิสเตอร์ธรรมดาทั่วไป ข้อดีจของมอสเฟทก็คือ ไม่ต้องมีระบบวงจรชดเชยอุณหภูมิ เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษในการจำกัดจำนวนกระแสดที่ไหลผ่านตัวของมันได้เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น มอสเฟทจึงไม่เสียหายง่าย ๆ อย่างทรานซิสเตอร์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป

เพาเวอร์แอมป์วงจรทรานซินเตอร์นั้นมักจะมีการออกแบบที่แตกต่างหลากหลายมากคงไม่สามารถนำมาแจกแจงทั้งหมดได้ แต่ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนของแอมป์ประเภทนี้ก็คือ เมื่อเวลามีการใช้กำลังขับมาก…จนคลิปแอมป์ทรานซิสเตอร์จะมีความเพี้ยนในระดับที่สูงมาก ผู้ฟังจะได้ยินเสียงแตกพร่าชัดเจนรุนแรงว่าแอมป์หลอดสูญญากาศหลายเท่าตัวดังนั้นการเลือกเล่นแอมปลิไฟร์ชนิดทรานซิสเตอร์ จึงน่าเลือกแอมป์ที่มีพลังขับสูง ๆ เอาไว้ก่อน โดยเฉพาะในกรณีที่คุณมีห้องฟังขนาดใหญ่ ๆ และจำเป็นต้องใช้แอมป์ไปขับลำโพงซึ่งมีค่าความต้านทานสูง หรือลำโพงที่มีความไวค่อนข้างต่ำ

สิ่งที่ดีกว่าของแอมป์ทรานซิสเตอร์ก็คือ เรื่องของค่าแดมปิ้งแฟคเตอร์ ซึ่งจะมีอัตราที่สูงกว่าแอมป์ไฟร์แบบหลอดสูญญากาศ ค่าแดมปิ้งแฟคเตอร์ คือการหยุดยั้งการสั่นค้างของลำโพง ในการฟังเสียงแอมปลิไฟร์ประเภทหลอดสูญญากาศ คุณจะพบได้ง่ายว่าความถี่ต่ำของมันจะมีความพร่าเลือนไม่ฉับไว (ในความถี่ต่ำมาก) แอมปลิไฟร์ที่หยุดยั้งการสั่นค้างของลำโพงได้ดี ๆ จะทำให้เสียงกระชับฉับไวสมจริงมากยิ่งขึ้น นี่เป็นคุณสมบัติที่แอมป์ทรานซิสเตอร์จะให้ได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทั้งหลายในทางปฏิบัติ จะมีข้อปลีกย่อยอีกมากมาย มิใช่เพียงแค่คุณสมบัติเพียงด้านเดียวของ DAMPING FACTOR เท่านั้น

ข้อที่น่าสังเกตคือ ในระดับไฮเอ็นด์สูงสุดแล้ว แอมป์หลอดกับแอมป์ทรานซิสเตอร์ล้วนมีราคาสูงสูดโต่งด้วยกันทั้งคู่ น้ำเสียงบุคลิกของมันก็ยอมเยี่ยมมีรายละเอียดดี ยากจะนำข้อจำกัดความของลักษณะเสียงมาชี้ขาดได้ว่าใครดีกว่าใคร

แต่ในแอมปลิไฟร์ระดับราคาตลาดแล้วแอมปลิไฟร์ทรานซิสเตอร์มักจะก่อความเพี้ยนได้รุนแรง หรือฟังออกได้ง่ายกว่า เพราะทรานซิสเตอร์ที่มีอาการผิดเพี้ยน จะผิดเพี้ยนที่ฮาร์โมนิคคี่ ซึ่งมีผลต่อการรับฟังของหูมากกว่าฮาร์โมนิคคู่ แอมปลิไฟร์ทรานซิสเตอร์ชั้นดี จึงมักออกแบบพลังสำรองให้สูง ๆ เพื่อป้องกันอาการผิดเพี้ยนของเสียงดังกล่าวข้างต้น

ตามปกติทั่วไป แอมปลิไฟร์หรือเพาเวอร์แอมป์หลอดสูญญากาศ มักจะเป็นแอมป์ที่มีราคาแพงเสมอ ในขณะที่แอมป์ทรานซินเตอร์นั้น จะมีทั้งสนนราคาแพงและไม่แพง

แต่บทสรุปอื่น ๆ เกี่ยวกับหลอดหรือทรานซิสเตอร์นั้น ยังไม่มีบทสรุปที่แน่นอนว่าควรเลือกเล่นแอมป์แบบใด ?

อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในวงจรเพาเวอร์แอมป์ต่อไปนี้ ล้วนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสองประการ ซึ่งผมจะขอแจกแจงเอาไว้ พอเป็นที่ประดับความรู้ในการเลือกซื้อแอมปลิไฟเออร์

MOSFET หรือ METAL OXIDE SEMI-CONDUCTOR FIELD EFFECT TRANSISTOR ซึ่งเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่มีการทำงานคล้ายหลอดสูญญากาศมาก คือเมื่อได้รับอินพุทโวลเตจ ก็จะเกิดสนามไฟฟ้าเล็ก ๆ ขึ้นในตัวของมัน เพื่อใช้ในการควบคุมปริมาณกระแสที่จะวิ่งผ่านตัวของมัน และมอสเฟทนั้น ก็จะมีค่าความต้านทานขาเข้าสูงมาก สูงกว่าไบโพล่าร์ทรานซิสเตอร์โดยทั่วไป

BIPOLAR TRANSISTOR หรืออุปกรณ์จำพวกสารกึ่งตัวนำ ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและกว้างขวางมาก ทรานซิสเตอร์นั้นมีการทำงานที่แตกต่างไปจนมอสเฟท และหลอดสูญญากาศ คือมันจะทำการตอบสนองต่อกระแส ไม่ใช่โวลเตจอินพุทอย่างเป็นกับมอสเฟทเมื่อมีกระแสเข้าปริมาณหนึ่งที่อินพุทของมัน แต่ในทางเอ๊าท์พุท กระแสจะไหลออกเป็นปริมาณมากกว่า นั่นคือการทำงานขยายเสียงของมันนั่นเอง

TUBE หลอดสูญญากาศ เป็นอุปกรณ์ดั้งเดิมที่รู้จักกันมาก่อนทรานซิสเตอร์ ขั้วของหลอดจะประกอบด้วยคาโธค เพลท และกริด (CATHOD, PLATE, GRIE) การไหลผ่านของอีเล็กตรอน จะเกิดการจุดไส้หลอดโดยที่ขั้วของคาโธคจะเป็นขั้วลบ และเพลทเป็นขั้วบวก เมื่อหลอดถูกจุดให้ร้อน อีเล็กตรอนก็จะกระโดดจากคาโธคไปยังเพลทเป็นเหตุให้มีการไหลของกระแสปริมาณกระแสนั้นจะถูกควบคุมโดยกริด ซึ่งอยู่ในระหว่างทางเดินของอีเล็กตรอน และจากการที่ขั้วของหลอดทั้ง 3 ขั้ว ไม่ได้ต่อให้ถึงกัน ดังนั้นจึงมีค่าความต้านทานทางด้านอินพุทที่สูงมาก

POWER SUPPLY เป็นภาคจ่ายไฟเพาเวอร์แอมป์ ส่วนของวงจรนี้มีหน้าที่หลักในการจ่ายกระแสให้กับตัวเครื่องทั้งหมด วงจรเบสิกทั้งไปจะประกอบด้วย ไดโอด(Diode)4 ตัว คาปาซิเตอร์(Capacitor)จำนวน 2 ตัว นอกจากกรณีของการต่อพ่วงกัน เพื่อให้วงจรมีเสถียรภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

POWER TRANSFORMER คือส่วนหนึ่งของวงจรเพาเวอร์ซัพพลาย เป็นหม้อแปลงไฟฟ้า สำหรับแปลงไฟบ้านขนาด 220 โวลท์ ให้เหมาะสมกับวงจรที่ต้องการใช้หากวงจรของเพาเวอร์แอมป์มีกำลังขับสูงก็ย่อมต้องการไฟเลี้ยงวงจรที่สูงขึ้น สมมติว่าเป็นแอมป์ที่มีกำลังขนาด 100 วัตต์ (ชนิดทรานซิสเตอร์) จะต้องแปลงไฟจาก 200 โวลท์ให้ลงมาเหลือ 40 โวลท์โดยประมาณ ส่วนเพาเวอร์แอมป์หลอดสูญญากาศ อาจจะต้องแปลงไฟให้สูงกว่า 220 โวลท์ ข้อสังเกตก็คือ ตัวเพาเวอร์แอมป์วงจรเดียวกัน หากเพาเวอร์ซัพพลายของเครื่องตัวใดตัวหนึ่งออกแบบได้ดีกว่า ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

เรื่องที่น่ารู้ เกี่ยวกับเพาเวอร์แอมป์นั้นยังมีอีกมากมาย แต่คำศัพท์ที่สำคัญ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพเสียงนั้นจะมีในวงจำกัดไม่กี่คำ ยกตัวอย่างเช่น

SLEW RATE หมายถึงค่าความไวของเพาเวอร์แอมป์ ในอันที่จะตอบสนองต่อสัญญาณอินพุท ซึ่งมักจะบอกกันเป็นค่าของโวลท์ต่อไมโครเซกั้นด์ เช่น อัตราการสรูว์เรทของเพาเวอร์แอมป์เครื่องหนึ่งมีอัตรา 60 โวลท์ต่อไมโครเซกั้นด์ ก็หมายถึงเมื่อสัญญาณอินพุทมีการเปลี่ยนแปลงค่าต่อเอ๊าท์พุท เอ๊าท์พุทจะสามารถเปลี่ยนจากศูนย์ถึง 60 โวลท์ ได้ภายในเวลา 1 ไมโครเซกั้นด์ (หรือหนึ่งในล้านวินาที)

การเปรียบเทียบค่า SLEW RATE นั้นจะต้องเปรียบเทียบจากแอมปลิไฟร์ที่มีกำลังขับระดับเดียวกันจึงจะเหมาะสม ไม่ควรนำแอมป์ขนาด 100 วัตต์ ไปเปรียบเทียบอัตราสรูว์เรทกับแอมป์ขนาด 20 วัตต์ เพราะแอมป์ขนาดกำลังขับทั้ง 2 ขนาดนี้ ย่อมจะต่างกันโดยเบสิกของการออกแบบอยู่แล้ว

คลาสของเพาเวอร์แอมป์ ที่จริงผมเคยเขียนถึงลักษณะการทำงานของแอมปลิไฟร์วงจรต่างๆ เหล่านี้มาแล้ว ด้วยกลวิธีในการออกแบบภาคขยาย และวิธีการจัดไบอัสให้กับทรานซิสเตอร์นั่นเอง ได้แบ่งให้เกิดแอมป์คลาสต่าง ๆ มากมาย แต่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน คือ แอมป์คลาส A และคลาส AB จะขอสรุปสั้น ๆ เพื่อเป็นการทบทวนเรื่องคลาสของแอมป์ซึ่งเคยพูดถึงมาบ้างแล้ว ซึ่งจะขอยกเว้นภาคขยายประเภทอื่น ๆ อันไม่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน

CLASS A
การจัดวงจรภาคขยายแบบนี้ จะมีการไบอัสกระแสให้กับทราสซิสเตอร์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณมาให้ขยาย ตัวทรานซิสเตอร์ก็ยังจะจต้องมีปริมาณกระแสไหลผ่านในปริมาณค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัวเครื่องของแอมป์คลาส A จะมีความร้อนสูงกว่าการจัดวงจรแบบคลาสอื่น ๆ ข้อดีก็อาจจะมีตรงที่ค่าความเพี้ยนต่าง ๆ จะมีต่ำกว่าวงจรแบบอื่น ๆ และแอมป์คลาส A มักจะทำให้มีกำลังขับได้ไม่สูงนัก ถ้าผลิตแอมป์คลาส A ที่มีกำลังขับสูง ๆ ตัวเครื่องและส่วนของแผงระบายความร้อนจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก

CLASS B
เป็นการจัดวงจรที่ต่างจากคลาส A โดยสิ้นเชิง คือเมื่อไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามา ก็จะไม่มีกระแสไหลผ่านทรานซิสเตอร์ จะมีกระแสไหลผ่านได้ก็ต่อเมื่อมีสัญญาณอินพุทเข้ามาเท่านั้น แอมป์คลาส B มักจะมีค่าความเพี้ยนสูงมาก แต่มันมีข้อดีที่จะทำเป็นแอมป์กำลังขับสูง ๆ ได้ ปัจจุบันไม่มีแอมป์คลาส B แท้ ๆ อีกแล้ว เนื่องจากคุณภาพเสียงไม่เป็นที่น่าพอใจ

CLASS AB
แอมปลิไฟร์หรือเพาเวอร์แอมป์ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน การออกแบบจะนำข้อดีของแอมป์ทั้งคลาส A และคลาส B มาผสมผสานกัน คือ มีการปล่อยให้มีกระแสปริมาณน้อย ๆ ผ่านทรานซิสเตอร์จำนวนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาเลย การทำงานปิดเปิดก็จะเป็นไปตามสัญญาณอินพุททั่วไป เพียงแต่ว่าวงจรนี้ จะไม่มีการ OFF ของกระแสทั้งหมด แม้ว่าจะไม่มีอินพุทเข้ามา
คุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์ที่ดีนั้นไม่อาจจะสรุปได้โดยง่าย ในแง่ของเทคนิคพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงพื้นฐานที่ท่านผู้อ่านควรทราบไว้บ้าง เพื่อจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับแอมปลิไฟร์เออร์ แต่ถ้าพิเคราะห์กันถึงวิธีการเลือกซื้อแล้ว เรามักจะจัดให้เพาเวอร์แอมป์ได้มีโอกาสจับคู่กับปรีแอมป์ แล้วทำงานขับลำโพงจริง ๆ เพื่อฟังผลของคุณภาพเสียง มากกว่าการพิจารณาคุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์เพียงเครื่องเดียว

บทสรุปที่เห็นเด่นชัดในทางปฏิบัติของเพาเวอร์แอมป์ที่ดี คือ

1. พลังขับจะต้องสมบูรณ์ตลอดย่านความถี่ และระดับความดังไม่มีเสียงพร่าเพี้ยนเมื่อทำงานในระดับความดังสูง ๆ

2. มีน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่ผิดเพี้ยนความเป็นจริง เช่น เสียงจัด เสียงขุ่นมัว หรือเบลอ

3. ในระดับความดังแบบแบ็กกราวด์มิวสิก (เบา ๆ) เพาเวอร์แอมป์ที่ดี จะให้รายละเอียดของชิ้นดนตรีได้มากกว่าเพาเวอร์แอมป์ที่ไม่ดี ข้อสังเกตคือ แอมป์ขนาดกำลังขับสูง ๆ แม้จะเปิดในระดับความดังเท่ากับแอมป์ขนาดกำลังขับต่ำ ๆ แอมป์กำลังขับสูงจะให้เสียงที่มีรายละเอียดมากกว่าเสมอ

4. มีความเป็นกลางของน้ำเสียงสามารถจัดเข้ากับปรีแอมป์ได้หลากหลายและยังคงลักษณะบุคลิกเสียง ที่เป็นแฟล็ท(เดิมๆ)ได้เสมอ

5. ควรมีวงจรโพรเท็คชั้น ป้องกันตนเองได้ กรณีเอ๊าท์พุทช้อต โดยไม่ทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมเสียหาย

6. การออกแบบ จะต้องคำนึงถึงการใช้งานจริงอันเหมาะสม ไม่ใช่แค่สวยงามที่รูปทรงของเครื่องแต่อย่างเดียวเท่านั้น

7. เพาเวอร์แอมป์ที่ดี ย่อมไม่เกี่ยงลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ซับซ้อน และต้องไม่มีอาการเสียงเครียดเมื่อเปิดฟังนาน ๆ

นั่นคือคุณสมบัติบางประการ ที่จะช่วยให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเลือกเฟ้นเวอร์แอมป์ที่ดีได้ แม้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จทั้งหมด

ข้อสำคัญก็คือ คุณจะต้องคำนึงถึงคุณภาพเสียงที่ถูกใจ และถูกหูของคุณด้วย

เพาเวอร์แอมป์ที่ยกตัวอย่างในภาพประกอบของบทความตอนนี้ คือส่วนหนึ่งของเพาเวอร์แอมป์ยอดนิยมในปัจจุบัน ในระดับราคากลาง ๆ จนถึงราคากลางสูง ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถที่จะหาโอกาสไปทดลองฟัง ได้จากตัวแทนจำหน่ายของแต่ละยี่ห้อ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ระบบเสียงของเครื่องเสียง


บทความวันนี้ ผมจะมาว่ากันเรื่องของระบบเสียงของเครื่องเสียงกันนะครับ..

เดิมๆที ระบบเสียงแรกเริ่มจะเป็นแบบช่องเสียงเดียว(Mono)จะไม่แยกเสียงซ้าย-ขวาจากกันครับ ถ้าคุณมีลำโพง 2ข้าง จะได้ยินเสียงเดียวกันจากลำโพงทั้ง 2ข้าง จากนั้นเทคโนโลยี พัฒนาต่อมาใช้เป็นระบบเสียงคู่แยกซ้าย-ขวา (Stereo)ซึ่งก็ใช้เป็นหลักมาจนปัจจุบัน และได้พัฒนาระบบเสียงจาก stereo เดิมๆ ไป เพิ่มเสียงแวดล้อม(Surround)ก็จะมีลำโพงมาลองรับมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มช่วงเสียงต่ำ (bass)ด้วยลำโพงเสียงทุ้ม (Subwoofer)เสียงทุ้มจะลึกขึ้น เพิ่มอรรถรสในการดูหนัง และฟังเพลงที่ครอบคลุมความถี่เสียงที่กว้างมากขึ้น ทีนีเราลองมาดู ชนิดของระบบเสียงของเครื่องเสียงต่างๆ ที่มีขึ้นมากมายกันดังต่อไปนี้ (อาจจะคุ้นๆ กันนะครับ)

1.ระบบ DOLBY 3 STEREO
หมายถึง การใช้เพาเวอร์แอมป์ขับเสียงแชนแนลสเตอริโอใน ชุดโฮมเธียร์เตอร์ ให้ออกไปยังลำโพงคู่หน้า ซ้าย/ขวา และอีกแชนแนลส่งสัญญาณสูญหายไปบางส่วน เสียงจะเป็นคล้ายๆ สเตอริโอ แต่เซอร์ราวด์ไม่สมบูรณ์ (สังเคราะห์)

2.ระบบ DOLBY HX PRO
เป็นระบบที่ช่วยบันทึกย่านความถี่สูงๆ ให้ดีขึ้น และไม่มีความเพี้ยน โดยที่ไม่ต้องมีระบบขจัดเสียงรบกวน

3.ระบบ DOLBY SURROUND หรือ ระบบ PRO LOGIC
คือ ระบบเสียงที่ประกอบไปด้วย ทิศทางของลำโพงที่อยู่ด้านหน้า คือ Center และคู่หน้า Surround (อยู่ซ้าย และ ขวา) พร้อมลำโพงคู่หลัง คือ Surround หลัง(แต่เป็น Mono) และมีตู้ Subwoofer รวมเป็น 4.1 channel

4.ระบบ DOLBY DIGITAL หรือ ระบบ AC-3
คือ ระบบเสียงที่ประกอบไปด้วย ทิศทางของลำโพงที่อยู่ด้านหน้า คือ Center และคู่หน้า Surround (อยู่ซ้าย และ ขวา) พร้อมลำโพงคู่หลัง คือ Surround หลัง(แต่เป็น Stereo) และมีตู้ Subwoofer รวมเป็น 5.1 channel

5.ระบบ DTS ย่อมาจาก DIGITAL THEATER SYSTEM
คือ ระบบเสียงที่มีร่องเสียง 6CH (ถ้า AC-3 เรียกว่า 5.1CH) ระบบนี้ลำโพงจัดแบบ AC-3 มี Center, Surround หน้า, Surround หลัง, และ Subwoofer แต่สัญญาณ DTS จะมีความชัดเจนกว่า ระบบ AC-3 ตรงที่ว่าสัญญาณที่ออกมาจากเครื่อง
เล่น CD หรือ DVD ไปที่เครื่องถอดรหัสเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่ง AC-3 เป็นสัญญาณอนาล็อก เสียงของ DTS จึงมีความชัดเจน และให้ความสมจริงเหนือกว่า

6.ระบบ SDDS ย่อมาจาก SONY DINAMIC DIGITAL SOUND
คือ ระบบเสียงที่มี 7.1CH ส่วนใหญ่จะใช้ในโรงภาพยนตร์ มีลำโพง Center, Surround หน้า, Surroundหลัง,Subwoofer และมีเพิ่มจากระบบ DTS ตรงที่มี Surround กลาง อีก 2CH เสียงให้ความชัดเจนขึ้น แต่เสียงในระบบ DTS จะเคลียร์ และฟังดีกว่า เนื่องจากเป็นระบบ DIGITAL ซึ่งเปิดจาก CD ROM LINK กับแผ่นฟิล์มหนัง แต่เสียงในระบบ SDDS
ใช้เสียง DIGITAL ในร่องหนามเตย จึงมีความคมชัดสู้ระบบ DTS ไม่ได้

ว่ากันถึง ชนิดของโรงภาพยนตร์ ก็จะมีการกำหนดระบบเสียงต่างกัน ดังนี้ครับ

SRD : Special Recording Digital
เป็นระบบเสียงดิจิตอล คิดค้นโดยบริษัท Dolby Labora tories lnc. การบันทึกเสียงจะบันทึกบนแผ่นฟิล์มระหว่างรูหนามเตย เสียงจะออกมาพร้อมกับภาพยนตร์โดยอ่านข้อมูลจากจุดที่บันทึก มีทั้งหมดหก channel ได้แก่ left, right, centre, left-surround, right-surround และ subbass

DTS: DigitaI Theatre System
เป็นระบบเสียงดิจิตอลที่บันทึกข้อมูลลงในแผ่นซีดีรอมและใช้เปิดไปพร้อมกับการฉายภาพยนตร์ซึ่งต้องมีเครื่องควบคุมให้ภาพและเสียงสอดคล้องกัน ระบบนี้ให้ระบบเสียงที่มีคุณภาพมีให้เลือกสองแบบ คือ แบบสี่ channel (DTS-S) และหก channel (DTS-6) ซึ่งมีหก channel เหมือน SRD

SDDS: Sony Dynamic Digital Sound
เป็นระบบเสียงดิจิตอล คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัทโซนี่ มีทั้งหมด 8 channel ในการติดตั้งทางโรงภาพยนตร์ต้องเพิ่ม channel เข้าไปอีกสอง channel โดยเพิ่มเสียงจากลำโพงด้านหน้า ตำแหน่งกลางซ้ายและกลางขวา ทำให้เสียงจากภาพยนตร์จอใหญ่มีความลึกและครอบคลุมบริเวณได้มากกว่า ซึ่งทำให้เกิดความเร้าใจในการชมมากขึ้น

THX : Tomilinson Holman Experiment
เป็นระบบโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยและได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดระบบหนึ่งของโลก คิดค้นและพัฒนาโดย George Lucus ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Starwars และ Tomilinson Holman วิศวกรด้านเครื่องเสียง ระบบโรงภาพยนตร์ระบบนี้จะมีการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในโรง โดยจะต้องปูพรมและติดตั้งวัสดุดูดซับเสียง วัสดุกันเสียงสะท้อน และต้องอาศัยวิศวกรด้านเครื่องเสียงตรวจสอบขนาดและแผนผังของโรงภาพยนตร์เพื่อวางแผนการจัดวางตำแหน่งของลำโพงและจำนวนลำโพงให้สอดคล้องกับขนาดของโรงภาพยนตร์ การที่โรงภาพยนตร์ใดจะติดเครื่องหมาย THX หน้าโรงได้ โรงภาพยนตร์ดังกล่าวจะต้องได้มาตรฐานและผ่านการตรวจสอบจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์

* อนาล็อก (Analog) หมายถึง สัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ค่าความสูงต่ำของสัญญาณ เฟส และความถี่ จะต่อเนื่องกันขึ้น-ลง ตามความแรงความเบา ความมืดความสว่าง ฯลฯ (เป็นระบบบันทึกสัญญาณแบบเก่าซึ่งความชัดเจนจะน้อยกว่าดิจิตอล)
* ดิจิตอล (Digital) หมายถึง สัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง มีค่าความสูงต่ำเพียงสองระดับ จังหวะของความสูงต่ำของสัญญาณ จะแทนความหมายของข้อมูลที่ส่ง (เป็นระบบบันทึกสัญญาณสมัยใหม่ ที่ให้ความแม่นยำของสัญญาณที่ดีกว่า ความเพี้ยนสัญญาณน้อยมาก)

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

ชนิดของเครื่องเสียง

จากบทความที่แล้ว เราคงได้ทราบถึงองค์ประกอบของเครื่องเสียง ที่มีทั้ง Pre -Amp , Amp และลำโพง กันแล้ว แต่ชนิดของเครื่องเสียง ก็ยังแบ่งตามขนาด (size) โดยแบ่งเป็น

1.เครื่องเสียงแยกชิ้น (ชุดใหญ่) ซึ่งก็คือเครื่องเสียงที่มี Pre-Amp (DVD Player,Juner,Tape..) ,Amp และลำโพงแยกจากกัน โดยมากจะมีกำลังขับของเครื่องขยายเสียงที่สูง ตัวจะใหญ่ ทั้งขนาดเครืองเล่น Amp และลำโพง จะให้เสียงที่ดังมากเมื่อปรับ Volume เสียงเพิ่มขี้นเพียงเล็กน้อย โดยมักใช้กับห้องฟังเพลง หรือดูหนัง ที่มีขนาดใหญ่

2.เครื่องเสียงขนาดเล็ก (Mini-components) คือ เครื่องเสียงที่มีขนาดย่อมลงมา โดยอาจจะมี Pre-Amp ,Amp และลำโพงแยกหรือไม่แยกจากกันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่แยกกัน โดยมากจะมี Pre-Amp ติดกันกับ Amp และลำโพง แต่อาจจะมีลำโพงแยกออกมาจากเครื่องก็ได้ จะมีกำลังขยายเสียงย่อมลงมาจากชุดใหญ่แยกชิ้น ใช้สำหรับดูหนัง หรือฟังเพลง ในห้องที่เล็ก ไม่กว้างใหญ่เกินไป เนื่องจากข้อจำกัดของกำลังขยายเสียง (ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้โดยทั่วไป ที่ไม่เน้นห้องขนาด HOME THEATER)



3.เครื่องเสียงขนาดจิ๋ว (Micro-components) คือ เครื่องเสียงที่มีขนาดเล็กๆ โดยมักคล้ายๆ กับ mini-components แต่จะมีขนาดเล็กกว่า และกำลังขยายเสียงน้อยกว่า เหมาะกับการฟังในห้องเล็กๆ หรือหัวนอน





ลองเลือกใช้เครื่องเสียงตามความเหมาะสม และความพอใจนะครับ..

--หวังว่าคุณจะมีความสุขกับการฟังเพลงโปรด และดูหนังเรื่องโปรดในห้องฟังเพลงของคุณ กับเครื่องเสียงสักตัว ที่ถูกใจคุณนะครับ--






วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

เรื่องเครื่องเสียง


หลังจากบทความก่อน เป็นเรื่องที่กล่าวถึงโทรทัศน์หรือทีวีกันแล้ว ในวันนี้จะมาพูดคุยถึงเรื่องเครื่องเสียง เพื่อการฟังเพลง และดูหนังกันครับ.


ชนิดของเครื่องเสียง

เครื่องเสียงโดยหลักๆ หากจะแบ่งชนิด ตามวัตถุประสงค์การใช้ บางท่านอาจใช้สำหรับฟังเฉพาะเพลงเป็นหลัก และบางท่านอาจเพื่อดูหนังหรือภาพยนตร์เป็นหลัก บางท่านก็ทั้ง 2 อย่าง คือทั้งดูหนังและฟังเพลง
ที่ผมได้แยกชนิดตามการใช้งานหลัก ก็เพราะว่า เครื่องเสียงที่จะตอบสนอง ทั้ง 2 อย่างได้ดีนั้น อาจจะไม่ดี
สำหรับการใช้งานของแต่ละคน เนื่องจากการฟังเพลงบางครั้งไม่ได้ต้องการเสียงแบบตูมตาม เหมือนดูหนัง
ดังนั้น จึงต้องแยกชนิดตามการใช้งานเป็นหลักครับ.

เครื่องเสียงปกติมีองค์ประกอบหลักเหมือนกัน ดังนี้ครับ

1.ตัวรับสัญญาณ-ขยายสัญญาณเบื้องต้น เราคงคุ้นๆ กับ Pre-amp.(Pre-amplifier) ซึ่งก็คือ บรรดาเครื่องเล่นต่างๆ เช่น DVD, VCD, MP3,MP4,JUNER (วิทยุ) ,เทป (เทปใบ้=ไม่สามารถออกเสียง(ขยาย)ได้เอง) ,IPOD และอื่นๆ ที่ยังต้องมีตัวขยายเสียงต่อ

2.ตัวขยายเสียง (AMP.=Amplifier) ซึ่งหน้าที่หลักของตัวขยายเสียงคือ ขยายสัญญาณเสียงให้มากขึ้นโดยรับต่อจาก Pre-amp. และกำลังขยายจะบอกถึงความเข้มและดังของเสียงที่ได้ ตัวขยายเสียงจะแสดงกำลังเป็นวัตต์ (WATT) ยิ่งมากจะขยายสัญญาณได้มากขึ้น

* ปัจจุบันจะมีเครื่องรับที่รวมเอาตัวขยายไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว จะเรียกว่า รีซีฟเวอร์ (Receiver) ซึ่งก็จะสะดวกขึ้น ไม่ต้องแยกชิ้น

3.ลำโพง (Speakers) เป็นตัวที่แสดงเสียง โดยรับต่อจากตัว Amp. และแปลงสัญญาณ และสั่นเป็นคลื่นที่กรวยเสียง (ดอกลำโพง-Driver) ส่งคลื่นเสียงออกมา

นี่ก็คือหลักๆ ของเครื่องเสียง ในส่วนรายละเอียดของแต่ละอย่าง ผมจะนำเสนอต่อไปในบทความต่อๆไป ครับ คอยติดตาม กันนะครับ.


ความรู้เรื่องทีวี

เราคุยกันถึงเรื่อง เสียง และ ภาพ จากบทความก่อนหน้านี้มาบ้างแล้ว วันนี้จะพูดถึงโทรทัศน์หรือทีวีสี
ทีวีสีรุ่นเก่าๆ ที่จอยังโค้ง และมีหลอดภาพเป็นชนิดคาโทด CRT (Cathode Ray Tube) โดยปัจจุบันไม่ค่อยนิยมแล้ว ชนิดของทีวีสี ซึ่งกำลังนิยมคือจอแบน และมีให้เลือกอยู่ 2 ชนิด ที่เราได้ยินบ่อยๆ ช่วงหลังๆ มานี้ คือ ทีวีแอลซีดี (LCD TV) กับ ทีวีพลาสมา (PLASMA TV) แล้วทั้ง 2 ชนิดนี้ แตกต่างกันอย่างไร?




1. จอผลึกเหลว LCD (Liquid Crystal Display) เป็นจอภาพที่ไม่มีหลอดภาพ หรือปืนอิเล็กตรอนสำหรับกวาดหน้าจอ องค์ประกอบของจอภาพ เริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง back light บนแผ่นโพลารอยด์ด้านหลังชั้นของ Twisted-Nematic (TN) LCD จะมีการหุ้มด้วยแผ่นแก้วหรือกระจกทั้ง 2 ด้าน ใช้แผ่นโพลารอยด์ด้านหน้าผนวกกับชั้นนอกสุดเป็นแผ่นกันการสะท้อนแสง การทำงานจริงๆนั้นผลึกเหลวที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด หากเรากล่าวว่าเทคนิคของ LCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด ขนาดจอ LCD มีตั้งแต่10นิ้วไปจนถึง60นิ้วนับว่ามีการใช้งานกว้างขวางมาก




2.จอแบบ GAS PLASMA จอภาพแบบพลาสม่าทีวี หรือชื่อแรกทางวิชาการที่เราเรียกขานคือ gas plasma เป็นจอที่มีการ ใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างสูงคล้าย CRT จึงไม่มีใครผลิตในจอขนาดเล็กแบบใช้แบตเตอรี่ จอพลาสม่าทีวีเหมาะสมกับการใช้ไฟ AC เป็นหลัก สำหรับเทคโนโลยีแบบ gas plasma นั้นเป็นการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพแบบ gas plasma มีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas ใช้แผ่นกระจกเป็นตัวประกอบร่องฟอสฟอรัสภายใน มีการแสดงผลจะอยู่ระหว่างแผ่นแก้ว ตัวแผ่นแก้วด้านหน้าถูกเคลือบขั้วไฟฟ้าแบบโปร่งแสงในแนวตั้ง และแผ่นแก้วปิดด้านหลัง จะทำการเคลือบตามแนวนอน สำหรับเทคนิคในการเจาะร่องๆใช้วางขั้วไฟฟ้าเราจะเรียกว่า ผังกริด (grid pattern) จอพลาสม่าทีวีแต่เดิมออกแบบมาเพื่อทดแทนจอ CRT ขนาดใหญ่โดยตรง ขนาดจอ PLASMA มีตั้งแต่32นิ้วไปจนถึง60นิ้ว

คำถามที่มีมามากที่สุดก็คือ จอแบนแบบ LCD และ PLASMA ใครดีกว่ากัน ?
เนื่องจากลักษณะโครงสร้างการออกแบบแต่ละเทคโนโลยีต่างกันมาก และหากจะว่ากันให้ยุติธรรมต้องบอกว่าทั้งสองประเภทนี้ มีจุดเด่น จุดด้อย แตกต่างกันไป ไม่มีใครดีที่สุด ไม่มีใครแย่ที่สุด แต่จุดได้เปรียบ เสียเปรียบ และความเหมาะสม มีหลายข้อ
โดยหลักการแล้ว ขนาดของจอ LCD มีกว้างขวางหลายขนาด ทำให้ตลาดดูใหญ่กว่าพลาสม่าทีวีมากทีเดียว อันนี้นับรวมทั้งจอภาพมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงจอภาพโฮมเธียเตอร์

แต่พลาสม่าทีวีมีช่วงขนาดแคบ จับกลุ่มอยู่แต่เฉพาะตลาดจอ display และโฮมเธียเตอร์ ที่ต้องการขนาดจอมากกว่า 42นิ้วขึ้นไป ถึง 60นิ้ว ไม่มีการลงมาผลิตในตลาด 10-30นิ้ว แต่อย่างใด

เรื่องของการแสดงสีในทางเทคนิคแล้วแอลซีดีทีวี จะให้สีเต็มอิ่มฉ่ำกว่าพลาสม่า แต่การให้รายละเอียดเฉดสียังเป็นรองพลาสม่าอยู่ สีดำนั้นหากเราวัดกันด้วยมาตรฐานเดิมของจอแบบ CRT ซึ่งเป็นราชาแห่งการแสดงผลสีดำ ให้ความดำมืดสนิทมากที่สุด ไม่ใช่ดำแบบสว่างเรือง หรือแบบดำเทา เฉดสีดำของLCD เหมาะกับการฉายในที่สว่าง เพราะอาจจะเรืองแสงออกน้ำเงินม่วงผสมผสานออกมาได้หากอยู่ที่มืดสนิท ส่วนพลาสม่าให้สีดำได้ดีในที่สลัว ที่มืด แต่ก็จะต้องหาทางลดเรื่องการสะท้อนของกระจกหน้าจอควบคู่กันไปด้วย จุดอ่อนที่สุดของพลาสม่าทีวีคือการ Burn-in หมายถึงการแสดงผลภาพนิ่งเป็นเวลานานเกินไป ก็อาจทำให้บางจุดภาพ ( pixel ) เสียไปได้ วิธีป้องกันใช้ การปรับความแตกต่างระหว่างสีขาว-ดำ ( Contrast ) ให้น้อยลงไป ( คือปกติพลาสม่ามี Contrast สูงมากอยู่แล้ว) อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการเล่นภาพนิ่งซ้ำเดิม เป็นเวลายาวนาน พลาสม่าทีวีรุ่นใหม่มมีวิธีแก้ไข ด้วยการใช้สมองกลควบ คุมจอให้มีการขยับจุดที่นิ่งนานๆ ให้เลื่อนขึ้นลงไปมาได้เล็กน้อยโดยที่ตาคนเราจับสังเกตได้ยาก ถือเป็นการป้องกัน burn-in ที่ดี และภาพจากพลาสม่าทีวีจะให้ความรู้สึกการชมคล้าย CRT มากกว่า อายุการใช้งานแต่เดิมนั้นสั้นกว่า LCD TV ปัจจุบันมีการพัฒนาใกล้เคียงกันแล้วคือ50,000-60,000ชั่วโมง สำหรับจอแบบ LCD TV ส่วนใหญ่อัตราความสว่าง (Brightness) ทำได้สว่างมากกว่าจอแบบ Plasma และจะให้ภาพที่ดีคมชัดกว่า PLASMA ในห้องที่มีแสงสว่างเป็นพิเศษ คือต้องให้ได้ความสว่างมากกว่าที่จะเป็นแสงสลัว จอ LCD TVการปราศจากปัญหา burn-in อีกทั้งจอจะมีอายุการใช้งานมีอายุการใช้งาน ถึง 60,000 ชม.คงจะต้องยอมรับว่าคุณสมบัติบางด้านของ LCD ทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามของ PLASMA แต่ก็ไม่ได้หมายความLCD เหนือกว่า PLASMA ทุกด้าน ต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป

PLASMA TV บทสรุป ที่อาจจะทำให้เราต้องไปขบคิดกันก็คือ จอพลาสม่าทีวีไม่มีการเรืองแสงแบบBack light มุมมองที่เรียบแฟล็ตเท่ากัน สีสันความสว่างไม่เปลี่ยนแปลงที่มุมมองแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวราบรื่น (Smooth) มีความต่อเนื่องของภาพ ปราศจากการหน่วงช้า (Delay) ให้สีได้เที่ยงตรง เฉดสีทำได้มากกว่า กระบวนการผลิตจะแน่นอนกว่าโอกาสเกิด รอยหยักแบบเหลี่ยม (Jagged) น้อยกว่า สีดำจะสมจริงและการไล่โทนดำเทาดีกว่า อัตรา Contrast Ratio เหนือกว่า ข้อเสียคือ หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้ ต้องเลือกจอพลาสม่าที่มีการเคลือบผิว (Coating) หน้าจอกันสะท้อนที่ดี ขนาดของจอมีอยู่ในช่วงที่แคบ32, 42, 50 และ 60นิ้ว อัตราการกินพลังงานเฉลี่ยใกล้เคียงกับ LCD ความเข้มของสีดำน้อยกว่าLCD อัตราการสู้แสงสว่างน้อยกว่า LCD คือ สภาพแวดล้อมที่แสงมาก PLASMA จะไม่ดีเท่า LCD

LCD TV หน้าจอแห้งเรียบ ไม่มีการสะท้อนเงารบกวนสายตาขนาดของจอ มีอยู่ในช่วงที่กว้าง 10-60 นิ้ว อัตราการกินพลังงานเฉลี่ยเท่ากับ PLASMA TV อันนี้จะต้องเรียนเอาไว้เพื่อความเข้าใจนะครับว่า จอ LCDแม้จะกินไฟต่ำ แต่ก็แสดงผลตลอดเวลาที่หน้าจอ PLASMA จะแสดงผลจากการปิดหรือเปิดแสงไปตามความสว่างมืดของภาพ ดังนั้นคิดเฉลี่ยแล้วก็จะสิ้นเปลืองพลังงานพอๆ กัน จอ LCD TV ความเข้มของสีดำที่ LCD เด่นกว่า PLASMA อัตราการสู้แสงสว่างดีกว่า PLASMA จึงตั้งไว้ดูที่สว่างๆได้โดยไม่มีปัญหารบกวนหน้าจอ อายุการใช้งานประมาณ 60,000ชั่วโมง มีข้อเสียคือธรรมชาติในโครงสร้างของมัน มีการเรืองแสงแบบ Back light (แสงสีดำ) มุมมองที่เปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่นั่งชม สีสันความสว่างอาจเปลี่ยนแปลงได้ ภาพการเคลื่อนไหวมีโอกาสไม่ราบรื่น (Smooth) สูงเนื่องจากอุณหภูมิ มีการดีเลย์ของภาพได้ ให้สีได้เที่ยงตรง มีโอกาสเกิด Jagged รอยหยักแบบเหลี่ยมได้บ้าง อยู่ที่ตัวควบคุมการไล่โทนดำเทา จะทำได้น้อยกว่า PLASMA อัตรา Contrast Ratio ต่ำกว่า PLASMA ทุกอย่างในเทคโนโลยี PLASMA และ LCD ทีวี จึงเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกันบนพื้นฐานเทคนิค ไม่ได้หมายความว่าใครจะดีกว่ากันแบบทิ้งขาด ให้เลือกจากความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งานเป็นหลัก คืออัตราส่วนหรือขนาดจอภาพและคุณภาพ เปรียบเทียบราคาจำหน่าย ในห้องที่มีแสงแบบเดียวกัน

เมื่อเปิดดูในห้องสว่างๆ LCD ก็ย่อมสวยสดกว่า และเปิดในห้องแสงสลัว จอ PLASMA ก็เหนือกว่า ด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน ดังนั้น ผมจึงไม่คิดว่าเราจะนำมาเปรียบเทียบกันในสภาวะเดียวกันได้ อีกทั้งผู้ผลิตแต่ละรายมักจะมีวิธีการปรับจุดอ่อน เร่งจุดแข็งด้วยระบบควบคุม (Engine) หรือตัวสมองกลควบคุมจอภาพที่ดี ดังนั้นพื้นฐานทางเทคโนโลยีทั่วไป …บางทีก็เอามาใช้กับจอภาพเฉพาะรุ่นไม่ได้เหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดคือชอบแบบไหนก็เลือกตามความเหมาะสม และพยายามอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการปรับจอให้เหมาะกับห้อง นั่นแหละเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ.


วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ภาพและการมองเห็น



เมื่อพูดถึงเสียงแล้วจากบทความก่อน ก็มาว่ากันต่อเกี่ยวกับภาพ และการมองเห็นนะครับ
คุณคงมีความสุขกับการมองเห็นสิ่งสวยงามต่างๆในโลกสีฟ้า(Blue planet) ที่เราอาศัยอยู่ใบนี้เหมือนกันกับผมนะครับ
โลกเรามีอะไรให้พบเห็นอีกมากมายครับ ถ้าคุณมีโอกาสจงเก็บเกี่ยวสิ่งที่เห็นต่างๆ ให้มากที่สุดในชีวิตนะครับ แค่เห็นธรรมชาติที่มีความหลากหลาย แตกต่าง สวยงามนานา ผมก็มองเห็นความสวยงามของโลกเรา คุ้มที่เกิดมาในชีวิตหนึ่งแล้วครับ
วิธีย่อโลกให้เห็นได้ง่ายที่สุดที่ผมนิยมทำคือ ดูรายการที่เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ สารคดีประเทศต่างๆในโลก นำเที่ยว และรายการอื่นๆ อีกมากมาย ไม่จำกัดครับ น่าเพลิดเพลินดีจริงๆ ครับ ภาพสวย ได้ความรู้ และสร้างจินตนาการ
ผมเกริ่นนำมาพอสมควร แล้วภาพที่เราเห็นๆ นี้ เราเห็นเป็นภาพได้อย่างไร ?

ก็อีกล่ะครับธรรมชาติได้สร้างแหล่งกำเนิดแสงที่ยิ่งใหญ่ให้เราคือ ดวงอาทิตย์ แสงจะเป็นตัวช่วยในการมองเห็นภาพ บวกกับอวัยวะที่สร้างสรรค์มาอย่างนะอัศจรรย์ของคนเราก็คือดวงตาของเรานั่นเองจะเป็นภาครับภาพ ซึ่งหลักการคือ แสงไปกระทบวัตถุหรือสี่งต่างๆ และสะท้อนเข้าตาเราผ่านเลนส์ตา ตกกระทบที่เรตินา และแสดงผลเป็นภาพครับ ฉะนั้นแสง และดวงตาจึงเป็นสี่งสำคัญในการมองเห็นภาพนั่นเอง
ชนิดของแสงนอกจากแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แล้วก็อาจเกิดจากหลอดไฟ และแสงประดิษฐ์อื่นๆ ก็ได้ครับ
แล้วถ้ามืดสนิทไม่มีแสงเราก็จะมองไม่เห็นสิ่งต่างๆ รวมทั้งภาพต่างๆ ด้วย คงไม่ดีแน่ครับ ถ้าเราจะมองไม่เห็นอะไรทั้งๆที่ตาของเรายังดีอยู่

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเสียงและการได้ยิน

เรารู้ว่าเสียงมีความสำคัญในการสื่อสารเพื่อส่งสาร จากผู้ส่งหรือแหล่งกำเนิดเสียง (Source) ผ่านตัวกลางโดยทั่วไปคืออากาศ ไปยังผู้รับโดยมีอวัยวะคือหูเป็นตัวรับ แล้วเสียงคืออะไร ล่ะ ?

เสียง (Sound) คือ คลื่นกล(คลื่นที่เคลื่อนที่ได้)ชนิดหนึ่ง โดยธรรมชาติของคลื่นจะต้องมีตัวกลาง (Medium)ที่ผ่าน เสียงสามารถผ่านตัวกลางได้ทั้ง 3 สถานะ คือของแข็ง (Solid) ของเหลว (Liquid) และก๊าซหรืออากาศ (Gas) แล้วเราได้ยินเสียงได้อย่างไร?
ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ให้คนเรามีหูที่ช่วยรับฟังเสียงต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งทำให้เราได้มีการติดต่อกันได้ แล้วเสียงก็เกิดจากการสั่นของกล่องเสียง(เป็นคลื่น)ในคอที่เปล่งออกมาทางปาก(การพูด)นั่นเอง ธรรมชาตินี่เยี่ยมจริงๆ นะครับ
เสียงก็ยังมีระดับของเสียงหรือความเข้มของเสียง (Intensity) เป็นเสียงดัง-เบามีหน่วยวัดเป็นเดซิเบล (Decibel) โดยทั่วไปคนเราจะมีเสียงดัง และเบาต่างกันเวลาพูด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละคน แต่การฟังเราก็จะมีช่วงความถี่ของเสียงที่เราได้ยิน (Frequency Range)อยู่ระหว่าง 20-20,000 Hz (เฮิร์ตซ์)จากเสียงทุ้ม 20 Hzไปเสียงสูง 20,000 Hz ซึ่งก็คือตัวเลขที่เราจะคุ้นๆ เวลาเลือกซื้อเครื่องเสียง เครื่องขยายเสียง และลำโพง เพื่อการฟัง
นั่นคือเครื่องเสียงและลำโพงของเรา ควรเลือกที่มีค่าความถี่ครอบคลุมความถี่ที่เราได้ยินทั้งหมดจะยิ่งดี จะสังเกตว่าราคาจะแพงขึ้นด้วย
ระดับของเสียงที่เราๆได้ยินทุกวัน (ลองดูนะครับว่าดังแค่ไหน)



การฟังเสียงที่ดังเท่าไหร่ล่ะที่คนเรารับได้และไม่เป็นอันตราย? -- จากมาตรฐานองค์การอนามัยโลก เสียงที่ดังต้องไม่เกิน 85 เดซิเบล และการฟังเสียงติดต่อกัน 24 ชั่วโมงก็ต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล และหูอาจเสียหายได้ถ้าฟังเสียงดังตั้งแต่ 130 เดซิเบล ขึ้นไป หากเราจะฟังเสียงก็ควรระวังอย่าให้ดังมากนะครับ จะได้มีความสุขกับการฟังไปได้อีกนานๆ