ผู้เยี่ยมชม

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เทรนด์ทีวีดิจิตอล ? กำลังมา


ถ้าพูดถึง "ทีวีดิจิตอล" หรือทีวีดิจิทัล (Digital TV) หลายคนอาจเคยผ่านตากับกระแสที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมกันอยู่ในช่วงนี้ ว่าวงการทีวีไทยในบ้านเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเจ้าทีวีดิจิตอล คืออะไร?? แล้วทีวีที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่าอะไร?? ทำไมจึงต้องเปลี่ยน
มองแบบง่ายๆก็เหมือนเมื่อครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงจากทีวีขาวดำ --->มาเป็นทีวีสีนั่นเอง เพียงแต่ในยุคนั้นการใช้ทีวีในแต่ละครัวเรือนยังมีจำนวนไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนที่ซื้อทีวีเครื่องใหม่ ก็จะเลือกซื้อแต่เครื่องทีวีสี จนกระทั่งทีวีขาวดำค่อยๆหายออกไปจากท้องตลาดในที่สุด
สำหรับระบบทีวีที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เรียกว่าทีวีอนาล็อก (Analog) เป็นการนำเอาสัญญาณภาพมาผสมกับสัญญาณวิทยุ โดยใช้สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นตัวส่งสัญญาณ ซึ่งตามบ้านก็จะใช้เสาอากาศรับสัญญาณที่เรียกกันว่า "เสาก้างปลา" หรือ "เสาหนวดกุ้ง" นั่นเอง ซึ่งข้อเสียของสัญญาอนาล๊อกคือถูกสัญญาณรบกวนได้ง่าย อาจทำให้รับภาพเสียงไม่ชัด
ทีวีดิจิตอล (Digital TV) คือทีวีที่รองรับการออกอากาศในรูปแบบดิจิตอล ให้สัญญาณภาพและเสียง ที่มีคุณภาพดีกว่าแบบอนาล็อก และใช้คลื่นความถี่ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยดิจิตอลทีวี จะใช้สัญญาณดิจิตอลที่ถูกบีบอัดและเข้ารหัสที่มีค่าเป็น "0" กับ "1" เท่านั้น ซึ่งในหนึ่งช่วงคลื่นความถี่จะสามารถนำมาส่งได้หลายรายการโทรทัศน์ พร้อมสัญญาณภาพและเสียงที่มีความละเอียดคมชัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ในต่างประเทศทั้งในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้สัญญาณโทรทัศน์แบบทีวีดิจิตอลแล้วมากกว่า 38 ประเทศ
ข้อดีของทีวีดิจิตอล นอกจากคุณภาพของสัญญาณภาพและเสียง ที่คมชัดขึ้นเนื่องจากสามารถส่งสัญญาณ FULL HD TV ได้เสถียรและไกลมากขึ้นแล้วนั้น ยังมาพร้อมกับช่องฟรีทีวีที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็น 48 ช่อง แบ่งเป็น 24 ช่องบริการในกลุ่มธุรกิจ, 12 ช่องบริการสาธารณะ และ 12 ช่องกิจการบริการชุมชน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันในวงการโทรทัศน์ได้มากเลยทีเดียว ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่ารายละเอียดช่องหลังจากการประมูลนั้นจะเป็นอย่างไร
ฟังแบบนี้แล้วหลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วจะต้องซื้อทีวีเครื่องใหม่ที่เป็นทีวีดิจิตอลหรือเปล่า?? คำตอบคือ..นั่นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาทีวีเครื่องใหม่อยู่พอดี การเลือกซื้อทีวีดิจิตอลก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีทีวีเดิมอยู่แล้ว บางคนบอกว่าเพิ่งจะถอยมาใหม่ไม่กี่เดือนนี้เอง หรือยังไม่พร้อมที่จะทุ่มทุนเปลี่ยนทีวีทั้งเครื่องแบบนั้น ก็ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่เรียกว่า กล่องรับสัญญาณ "Set Top Box" ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้จะทำหน้าที่ถอดรหัสสัญญาณดิจิตอล แล้วส่งภาพและเสียงให้อยู่ในรูปแบบที่ทีวีอนาล็อกเครื่องเดิมรับได้ โดยผ่านสาย HDMI, AV, หรือ RG6 เพียงเท่านี้ก็สามารถรับชมทีวีในระบบดิจิตอลได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็นกันได้แล้ว

ส่วนท่านที่กำลังจะซื้อทีวีเครื่องใหม่เร็วๆนี้ รออีกสักนิดซื้อทีวีที่มีสัญลักษณ์ "DVB-T2" ซึ่งรับสัญญานดิจิตอลได้เลยน่าจะคุ้มกว่าครับ..

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เจาะลึก !!! พาไปรู้จักกับ Smart TV , Internet TV มันคืออะไร ? ทำอะไรได้บ้าง ? มาดูกัน


Smart TV / Internet TV โดยทั่วไปคือทีวีที่ "ฉลาด" มากขึ้นนั่นเอง ด้วยความสามารถของตัวเครื่อง ( Spec ) ที่สูงมากขึ้น สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น ( โปรแกรม ) ได้หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อเข้าใช้งานในโลกออนไลน์ Internet อย่างการใช้ Web Browser , Social Network และอื่นๆ ตามฟังก์ชั่นของ Smart TV / Internet TV แต่ละรุ่น

ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีของ TV นั้นพัฒนาไปไกลมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ LCD TV , LED TV , PLASMA TV เชื่อว่าหลายๆท่านคงได้พบเห็นตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้ากันเยอะแล้ว และในปัจจุบันนี้ทีวีจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่เอาไว้รับชมรายการโทรทัศน์หรือดูหนังเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังก้าวเข้าสู่โลกของการเชื่อมต่ออย่าง " Internet " การใช้แอพพลิเคชั่นที่หลากหลายช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการเล่นเกมส์ การจองตั๋วภาพยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างรวบรวมไว้แค่ปลายนิ้วสัมผัส

-------------------------------------------------------------------------------------

Smart TV คืออะไร ??

ก่อนจะพูดถึงคำว่า " Smart TV " ผมขอยกตัวอย่างไปถึงคำว่า Smart ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ " Smart Phone " ที่ทุกท่านรู้จักกันดีนั่นเอง เริ่มจากเมื่อก่อนนี้ โทรศัพท์มือถือก็มีความสามารใช้รับสายโทรเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันก็มีโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น ทั้งกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลงต่างๆ เชื่อมต่อกับ Internet ดูคลิปวีดีโอ ลงแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมอย่างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น iOS ของ Apple หรือ Android จาก Google นั่นคือที่มาของคำว่า " Smart Phone "


กลับมาถึงทางด้าน " Smart TV " ก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อก่อนทีวีที่ใช้กันตามบ้านก็มีการใช้งานเพียง ดูละคร ดูหนัง ดูข่าว เท่านั้น ยังไม่มีฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้หลากหลายต้องพึ่งแหล่งข้อมูลจากภายนอกเพียงอย่างเดียวในการแสดงผลเช่น เครื่องเล่น DVD เครื่องเกมส์ Console ต่างๆ แต่ในปัจจุบันกล่าวได้ว่าเป็นทีวีที่ "ฉลาด" มากขึ้นนั่นเอง ความสามารถของตัวเครื่องสูงมากขึ้น สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย โดยส่วนใหญ่แล้วความสามารถทั้งหมดจะใช้งานได้ด้วยการท่องไปในโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้จำกัดแค่การเชื่อมต่อ Internet เพียงอย่างเดียว ยังรวมไปถึงการใช้งานอื่นๆเช่นการเล่นเกมส์ ( โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ Internet ) การลงแอพพลิเคชั่นต่างๆ มาใช้งาน ซึ่งในแต่ละแบรนด์จะมีความสามารถในการใช้งานและชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป




-------------------------------------------------------------------------------------

Smart TV , Internet TV นั้น ย่อมต้องการ Internet เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อการใช้งานอัพเดทข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ การใช้งานเว็บบราวเซอร์ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้งานในตัวเครื่อง ซึ่งทีวีแต่ละรุ่นก็มีการเชื่อมต่อไม่เหมือนกัน มาดูกันครับว่าสามารถเชื่อมต่อได้อย่างไรบ้าง

ประเภทของการเชื่อมต่อ Internet ของ Smart TV , Internet TV แบ่งได้ 3 ประเภทก็คือ

1. เชื่อมต่อผ่านสาย LAN ( Wired - ใช้สาย )
2. เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi Adapter USB ( Wireless - ไร้สาย )
3. เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi Built-in ในตัวเครื่อง ส่วนมากจะมีในเฉพาะรุ่นสูงๆเท่านั้น ( Wireless - ไร้สาย )

ซึ่งหลังจากเชื่อมต่อผ่าน WiFi ในวงเดียวกันแล้วบางรุ่นจะมีความสามารถในการแชร์ไฟล์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆเช่นเพลง วีดีโอต่างๆ เพื่อมาแสดงผลทางหน้าจอทีวีได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Notebook , กล้องถ่ายรูป Digital , โทรศัพท์ Smart Phone รุ่นต่างๆ

Application on Smart TV :

สำหรับทีวีบางรุ่นนั้นจะมีความสามารถในการติดตั้งใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆได้ เช่น Samsung / LG / Philips ในจุดนี้เองท่านที่เคยใช้งาน Smart Phone ทั้ง Android หรือ iOS จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่าใช้หลักการเดียวกัน คือเมื่อเราต้องการใช้งานตัวไหนก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจาก Server กลางของแต่ละค่ายได้ทันที และที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ แอพพลิเคชั่นบางชนิดเมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว การใช้งานในครั้งต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ Internet อีก เช่น เกมส์ต่างๆ แต่สำหรับรุ่นที่ไม่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ ก็สามารถอัพเดทผ่านทางเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องได้เช่นกัน ( วิธีการอัพเฟิร์มแวร์ก็ง่ายมาก เพียงแค่เชื่อมต่อ Internet ไว้และไปที่เมนูอัพเดท ซอฟแวร์ ในการตั้งค่าทีวี ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ) ส่วนประเภทของแอพพลิเคชั่นต่างๆผมขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือ

1. Local Content : คือแอพพลิเคชั่นต่างๆที่เป็นของคนไทย ภาษาไทย ใช้งานได้อย่างสะดวกเช่น MTHAI , Major Cineplex , SF Cinema , Traffy , Nation Channel

2. Global Content : คือแอพพลิเคชั่นที่เป็นสากลใช้กันทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น Youtube , Facebook , Skype

ท่องเว็บไซต์ต่างๆไปพร้อมกับ Web Browser :

อีกหนึ่งความสามารถของ Smart TV , Internet TV นั่นก็คือ การเข้าเว็บไซต์ต่างๆได้อย่างอิสระ เสมือนว่าเราเปิดจากคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว โดยจะไม่ต้องเสียเวลาเชื่อมต่อให้วุ่นวาย แต่ว่าข้อจำกัดอย่างการพิมพ์ภาษาไทย ต้องใช้อุปกรณ์ควบคุมอื่นเข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งผมจะอธิบายในส่วนต่อไปครับ และการแสดงผลอย่าง Flash หรือ Java Script ก็ทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ( ยกเว้นบางรุ่นเท่านั้น ซึ่งในอนาคตอาจจะมีเฟิร์มแวร์ออกมาช่วยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น )

การควบคุม Smart TV , Internet TV ในรูปแบบต่างๆ

มาต่อกันที่ส่วนของการควบคุมกันครับ หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยว่า " เอ๊ะ ! ฟังก์ชั่นของทีวีนั้นมีเยอะมาก แต่ปุ่มในรีโมทมันเป็นแค่ตัวเลข และปุ่มทิศทางเท่านั้น เวลาพิมพ์จะสะดวกหรือเปล่า " จริงๆแล้วการควมคุมให้ง่ายขึ้นก็เป็นเรื่องที่ทางแต่ละยี่ห้อต้องพยายามปรับตัวเข้าหาผู้บริโภคอย่างเราๆกันให้มากที่สุด เพื่อให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน เพราะความยากง่ายในการควบคุมทีวีก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยตัดสินใจเลือกซื้อ Smart TV เช่นกัน


1. ควบคุมจากรีโมททีวี : โดยปกติแล้วทุกยี่ห้อจะคล้ายๆกันทั้งหมด อาจจะแตกต่างกันในด้านการวางตำแหน่งและดีไซน์ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ปุ่มควบคุมทิศทาง จะใช้ในการเลื่อนตำแหน่งไปยังส่วนที่ต้องการ และปุ่ม OK เพื่อใช้เลือก วิธีการพิมพ์ก็จะทำได้แค่ "ภาษาอังกฤษ" เท่านั้น โดยใช้ปุ่มตัวเลขเป็นแป้นคีย์บอร์ด ( เช่นเลข 2 บนรีโมทจะมี A B C ถ้าต้องการพิมพ์ C ให้กดเลข 2 จำนวน 3 ครั้ง )

ตัวอย่างรุ่น LW6500

2. ควบคุมจากอุปกรณ์เสริมของแต่ละค่าย : ในจุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ต่างๆ ที่จะมีลูกเล่นอะไรมาดึงดูดลูกค้า ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน มาดูอย่างแรกกันครับจาก Samsung ช่วยทำ Qwerty คีย์บอร์ดมา เวลาใช้งานด้านการพิมพ์ค้นหาต่างๆก็ทำได้อย่างสะดวก

ถัดมาก็คือตัว Magic Motion Remote จากทาง LG ที่ใช้รีโมทเป็นตัวชี้ไปยังหน้าจอทีวี และใช้ปุ่มเพียงปุ่มเดียวควบคุมได้ทุกอย่าง ง่ายต่อการใช้งานอีกเหมือนกัน ( คล้ายๆกับการใช้งานของ Nintendo Wii )

3. ควบคุมจาก Application บน Smart Phone : สำหรับวิธีนี้ต้องการ Smart Phone รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Android หรือว่า iOS ก็สามารถเข้าไปค้นหา แอพพลิเคชั่น รีโมท จากทาง Android Market หรือ App Store ได้ฟรี ข้อดีคือจะทำให้สามารถพิมพ์ " ภาษาไทย " ได้ และมีความคล่องตัวในการใช้งานมาก โดยการเชื่อมต่อนั้นจะต้องเชื่อมต่อผ่านวง LAN เดียวกันกับตัวทีวีด้วยครับ


ในส่วนของ Application ที่สำคัญๆดังนี้ครับ
แอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ ห้ามพลาด !! ถ้าคุณใช้ Smart TV, Internet TV

แอพพลิเคชั่นสำหรับ Smart TV , Internet TV มีให้เลือกใช้มากมาย ทีวีบางยี่ห้อนั้นมีให้เลือกกว่า 1,000 แอพเลยทีเดียว แต่สำหรับอันที่เป็นที่นิยมผมก็ขอรวบรวมมาแนะนำให้เลือกใช้กันครับ


1. Facebook : อย่างแรกเลยที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้ก็คือ Social Network ยอดฮิตอย่าง Facebook นั่นเอง ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่น "ยอดนิยม" สำหรับทุกเพศทุกวัย โดยประมาณ 90% ของ Smart TV จะมีติดมาให้อยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถเข้าไปเช็ค New Feeds หรือทำการ Update สถานะได้ทันที รวมไปถึงการคอมเม้นท์ในวอล์ต่างๆ และในบางรุ่นจะสามารถดูทีวีไปพร้อมๆกับเล่น Facebook ได้อีกด้วย แอพพลิเคชั่นจะขึ้นมาอยู่ด้านข้างของจอภาพ ใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว


2. Youtube : สำหรับ Youtube นั้น น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่ "ขาดไม่ได้" สำหรับ Smart TV ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถเข้าไปรับชมคลิปวีดีโอต่างๆได้จากทั่วโลก สามารถค้นหาคลิปวีดีโอที่ต้องการได้ด้วยการใช้เมนูคีย์บอร์ดในตัวเครื่อง พิมพ์คีย์เวิร์ดที่ต้องการลงไป ก็จะได้รายชื่อคลิปวีดีโอที่ต้องการมารับชม


การใช้งาน Youtube Application

3. Accu Weather : เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการพยากรณ์อากาศ โดยที่เราสามารถระบุตำแหน่งของสถานที่ ที่เราต้องการทราบสภาพอากาศได้ โดยส่วนใหญ่จะมีมาให้ในตัวเครื่อง


4. Skype : อีกหนึ่ง Application ที่มีประโยชน์มากในการสนทนาทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆกัน นั่นก็คือ Skype ครับ ซึ่งต้องอาศัยตัวกล้องที่เชื่อมต่อผ่านช่องต่อ USB มาใช้ควบคู่กันไป จะแตกต่างจากที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ก็คือ ในตัวกล้องจะมีไมโครโฟนรับเสียงอยู่ในตัว ไม่จำเป็นต้องไปต่อเพิ่มแล้ว แถมได้ภาพใหญ่จุใจ เห็นกันชัดๆข้ามโลก อีกด้วย
จอเล็กๆคือไว้ดูตัวเราเอง ส่วนจอใหญ่ก็คือคู่สนทนาของเรา ตัวกล้องจะอยู่ด้านบนทีวี


5. SF Cinema : เป็นหนึ่งใน Local Content ที่สามารถดูรายละเอียดของหนัง และเช็คเวลาฉายของหนังได้ ถือเป็น Content โดยคนไทย เพื่อคนไทยจริงๆ

6. Game : โดยส่วนมากแล้วเกมส์ที่มาให้เล่นกับทีวีนั้นจะเป็นเกมส์แนว "สดใส คลายเครียด ใช้สมองนิดๆ" ครับ ถือว่าใช้เล่นแก้เบื่อได้ดีทีเดียว โดยจะไม่เหมือนกันในแต่ละยี่ห้อ ยกตัวอย่างมาให้ดูเป็นบางเกมส์นะครับ จริงๆมีเยอะกว่านี้อีกมาก

ที่แนะนำไปก็เป็นเพียงแค่ "บางส่วน" ของ Smart TV เท่านั้นเองครับ ยังมีอีกหลายแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ น่าใช้ แต่ว่าในการเลือกซื้อ Smart TV มาใช้ ควรจะศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนว่าตรงตามความต้องการของเราหรือไม่ เพราะในแต่ละยี่ห้อก็มีสิ่งที่ "ทำได้" และ "ทำไม่ได้" จะฟันธงว่า Smart TV , Internet TV เครื่องไหนดีที่สุดนั้น ค่อนข้างลำบาก ผมบอกได้ว่า "ดีหมด" แต่ ดีคนละอย่าง เช่น บางยี่ห้อสามารถลงแอพเพิ่มได้ แต่อีกยี่ห้อหนึ่งสามารถดูทีวีไปพร้อมๆกับเล่น Facebook อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม Smart TV , Internet TV ก็ถือเป็นอีกก้าวของเทคโนโลยีที่ยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนครับ

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

Full HD คืออะไร?



Full HD ย่อมาจากคำว่า Full High Definition ซึ่งก็คือเครื่องรับโทรทัศน์ ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีการแสดงผลที่ปรับปรุงคุณภาพของภาพวิดีโออย่างมากมายในการรับชมรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ดีวีดี ที่ท่านชื่นชอบ ทุกสิ่งจะได้รับการนำเสนอในเนื้อหาที่ละเอียดกว่า ด้วยจำนวนพิกเซลมากกว่า สองล้าน พิกเซล Full HD จะบรรจุรายละเอียดต่าง ๆ ไว้มากถึง 4 เท่า ของสิ่งที่ท่านเคยเห็นในการรับชมจากโทรทัศน์ความคมชัดระดับมาตรฐาน (SD)ที่ผ่านมาเป็น 2 เท่าของความคมชัดในระบบ HD ธรรมดา , Full HD จะมีความเหนือกว่า HD ในคุณภาพของภาพ; รายละเอียดที่มีความคมชัดกว่า ,สีสันที่เจิดจ้ากว่า , และ ภาพที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์หรือเกมส์ โทรทัศน์ Full HD จะสร้างประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุดให้กับท่าน

ความละเอียด HD คืออะไร?

ความละเอียดของภาพ(Resolution)หมายถึงจำนวนพิกเซลที่แสดงออกมา เพื่อที่จะให้เห็นรายละเอียดของ Full HD TV ลองจินตนาการว่าหน้าจอทีวีประกอบด้วยจุดสีเล็ก ๆ หรือพิกเซล ยิ่งมีพิกเซลมากเท่าใด คุณภาพของภาพก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พิกเซลเหล่านี้จะวางเรียงกันตามแนวนอนเป็นเส้นวิ่งไปตามความยาวของหน้าจอ ทีวี รายละเอียดของภาพจะได้รับการกำหนดโดยการนับจำนวนเส้นของพิกเซลที่วิ่งผ่านหน้าจอนี้ ในกรณีนี้จะเป็น 1080 เส้นทางแนวนอนของ 1920 พิกเซล

ในหลาย ๆ โอกาส ท่านอาจจะเคยเห็นว่ามีการระบุว่าความละเอียดของ HD จะเป็น 1080p หรือ 1080i สำหรับ Full HD แล้วโดยทั่วไปจะเรียกเป็น 1080p.

ด้วย interlaced scanหน้าจอจะถูกแบ่งไปเป็นเส้นคู่เส้นคี่ ที่ทุกเศษส่วนของวินาที รายละเอียดจะแสดงบนเส้นคี่และตามด้วยเส้นคู่ขบวนการนี้จะเกิดซ้ำๆ สร้างเป็นรูปภาพสมบูรณ์ขึ้นมา แต่ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวระหว่างเส้นนี้จะเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์ แต่ผู้ชมก็ยังมีความรู้สึกถึงการ"กระพริบ"ได้

ด้วย progressive scan รูปภาพจะถูกแสดงทีละเส้นจากบนลงล่างในสายตาของเรา จะเห็นเป็นภาพที่ธรรมชาติและลดการกระพริบที่เกิดขึ้นในการแสกนแบบ interlaced การสแกนแบบ Progressive จะให้รายละเอียดของภาพมากเป็นสองเท่า ซึ่งจะดูมีความคมชัดและเจิดจ้ากว่าเมื่อเทียบกับการสแกนแบบ interlaced





เครื่องหมายโลโก้ HD หมายความว่าอย่างไร?


การเป็น HD Ready หมายถึงความสามารถของการรับของเครื่องรับโทรทัศน์ ที่จะแสดงภาพความคมชัดสูงได้ การจะเป็น HD Ready โทรทัศน์ของท่านจะต้องสามารถรับและแสดงสัญญาณ HD ที่ 720p, 1080i, หรือ 1080p ด้วยความช่วยเหลือของอินพุทวิดีโอคอมโพเนนท์หรือดิจิตอล .

เมื่อท่านเห็นโลโก้ของ Full HD 1080 หมายความว่าโทรทัศน์ HD ของท่านสามารถที่จะแสดงความละเอียด Full HD ของ 1920x 1080 และจอแสดงของท่านสามารถที่จะรับเนื้อหา Full HD โดยไม่ต้องใช้กล่องจูนเนอร์

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ขอเชิญท่านเข้าสู่ระบบจอภาพแบบ LED TV 3D Full HD


วันนี้ผมนำเรื่อง TV แบบ 3D มาฝากกันครับ กับความนิยมในเทคโนโลยีจอทีวีที่ล้ำยุคไปอีกขั้น

สู่มิติใหม่ของโลกทีวีที่จะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสความบันเทิงเหนือจินตนาการไปกับ Samsung LED TV รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการรับชมภาพ 3D ที่สมจริง ด้วยความละเอียดระดับFull HD

สมบูรณ์แบบล้ำหน้ากว่าผู้ผลิตรายอื่นตื่นตาตื่นใจไปกับประสบการณ์ความบันเทิงทะลุจอทั้งคอนเท็นต์ที่เป็นภาพยนต์การแข่งขันกีฬา และเกมส์ต่างๆ ถึงเวลาแล้วที่เราจะก้าวไปสู่โลก 3มิติที่สมจริงยิ่งกว่าไปกับ Samsung 3D LED TVและชุดโฮมเธียเตอร์ที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของผู้บริโภคเจ้าแรกของโลกภายใต้ดีไซน์ที่ปราณีตทุกรายละเอียดบางเฉียบคมชัดทุกมุมมอง
เทคโนโลยี 3D เต็มรูปแบบครั้งแรกของโลก
ซัมซุงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยี 3Dที่ให้ความบันเทิงเต็มรูปแบบอย่างแท้จริงตั้งแต่เรื่องของจอภาพที่มีให้เลือกทั้ง LED TV, LCD TV หรือ Plasma TVอีกทั้งเครื่องเล่น 3D Blu-ray Disc ตลอดจนชุด 3D Home Theaterและที่ขาดไม่ได้ก็คือ 3D Content กับ 3D Active Glasses (แว่นตา 3 มิติ)เรียกได้ว่าตอบโจทย์ครบถ้วนตั้งแต่เรื่องของเทคโนโลยีไปจนถึงคอนเท็นต์ที่จะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสโลกสามมิติเต็มรูปแบบครั้งแรกของโลกได้เวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี 3Dของผู้นำโซลูชั่นสามมิติกันแล้ว



ล้ำหน้าด้วยภาพเคลื่อนไหว 3D ที่คมชัด-นุ่มนวล-สมจริง
พื้นฐานของเทคโนโลยี 3 มิติก็คือการทำให้ผู้ชมได้มองเห็นภาพที่มาจากมุมมองของตาซ้ายและตาขวาที่ไม่เหมือนกันพร้อมกันซึ่งจากหลักการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาภาพสามมิติด้วยเทคนิคต่างๆแต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือการซ้อนภาพที่เกิดจากมุมมองทั้งสองที่หากมองภาพ 3Dด้วยตาเปล่าก็จะเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนกัน แต่เมื่อมองผ่านแว่นตาสามมิติภาพทั้งสองจะถูกแยกให้ไปปรากฎบนตาทั้งสองข้างคนละภาพพร้อมกันซึ่งเป็นการเลียนแบบลักษณะการมองเห็นสิ่งต่างๆบนโลกความเป็นจริงด้วยสายตาของมนุษย์นั่นเอง

เทคโนโลยีการสร้างภาพ 3D บนทีวีทั่วไปวันนี้จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Polarizationซึ่งยังคงใช้พื้นฐานการซ้อนภาพจากมุมมองตาซ้าย และตาขวาเหมือนกันโดยจะใช้วิธีแบ่งช่องการมองเห็นของภาพทั้งสองสลับกันไปมา (ช่องที่ 1ส่วนภาพของตาซ้าย ช่องที่ 2 ตาขวา ช่องที่ 3 ตาซ้าย ไปเรื่อยๆจนครบทั้งสองภาพในเฟรมเดียว)ในขณะที่แว่นตาแต่ละข้างก็จะมีช่องการมองเห็นที่แตกต่างกันซึ่งทำให้สายตาแต่ละข้างมองเห็นภาพจากมุมมองที่ไม่เหมือนกันนั่นเองอย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเทคนิคนี้ก็คือการแบ่งช่องการมองเห็นของภาพทีมีการนำมาซ้อนกันทำให้ภาพที่ได้ไม่สมบูรณ์คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น(ภาพที่มองเห็นจากแว่นตาแต่ละข้างจะถูกลดทอนด้วยช่องมองที่แบ่งสลับกัน)

ความลับเทคโนโลยี 3D ของ Samsung

Samsungได้เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่สมบูรณ์ของภาพที่มองเห็นด้วยเทคนิคการสร้างภาพ3D ด้วยวิธีข้างต้น จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี 3Dใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถมองเห็นภาพที่สมบูรณ์ (Full Frame)และมีความคมชัดในระดับ Full HD 1080P ได้ทั้งสองตา โดยอาศัยการแสดงภาพเต็ม(ไม่มีการแบ่งเป็นช่องการมองเห็นเหมือน Polarization)ของมุมมองทั้งจากตาซ้ายและขวาที่รวดเร็วซิงค์กับแว่นตา 3D Active Glassesที่ทำหน้าที่เป็นชัตเตอร์เปิดปิดภาพอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้สายตาของผู้ชมได้มองเห็นภาพทั้งสองพร้อมกันจากตาคนละข้างและด้วยความที่ Samsung เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีชิปประมวลผลและควบคุมการทำงานของจอภาพเองอีกด้วย จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ClearMotion Rate ที่ทำให้ระบบสามารถเล่นเฟรมของภาพที่ความเร็วสูงสุด 960เฟรมต่อวินาที เมื่อสอดรับกับเทคโนโลยี Blacklight ทำให้ภาพเคลื่อนไหว 3Dบนทีวีมีความคมชัด นุ่มนวล และสมจริงมากยิ่งขึ้นได้รับทราบรายละเอียดอย่างนี้ ก็คงจะเข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไม 3D TV ของSamsung จึงให้คุณได้ชมภาพสามมิติที่ไม่มีใครเทียบได้สำหรับรายละเอียดของกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จมีอะไรบ้างตามไปดูกันเลยครับ

3D HyperReal ภาพสามมิติคมชัดจนรู้สึกสัมผัสได้
จากHyperReal Engine ที่ให้รายละเอียดของภาพระดับ Full HD (1920 x 1080)คมชัดสมจริงผสานเทคโนโลยี ด้านจอภาพที่ให้ภาพล้ำลึกลื่นไหลต่อเนื่องจนทำให้สิ่งที่ผู้ชมได้เห็นบนหน้าจอมีมิติราวกับสัมผัสได้จริง ซึ่งถือเป็นเอกสิทธิ์ของเทคโนโลยีบน Samsung 3D LEDTV ที่ล้ำหน้ากว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ ในปัจจุบัน

Less Layered Image ไม่มีภาพเหลื่อมขณะชม
และด้วยเทคโนโลยี Superior 3D ของ Samsung 3D LED TVสามารถลดภาพเหลื่อมทีมีลักษณะเหมือนเงาลางๆขณะชมภาพสามมิติอย่างที่เคยพบเห็นในทีวีสามมิติทั่วไปต้องยกความดีความชอบให้กับหน่วยประมวลผลภาพที่รวดเร็วที่สามารถเพิ่มเฟรมต่อเนื่องเข้าไปจนทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพ 3D ที่คมชัดไหลลื่นและไม่มีภาพเหลื่อมกวนสายตาอีกต่อไป

Decrease Flicker ลดการกระพริบของภาพ
ปกติการกระพริบของภาพมักจะเกิดขึ้นขณะทีมีการเล่นภาพที่มีความเร็วในการเปลี่ยนภาพต่ำ เช่นภาพสโลวโมชั่น แต่ด้วยเทคนิคของการแสดงผลที่คิดค้นโดย Samsungจะสามารถลดการกระพริบของภาพ เพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหวได้อย่างไหลลื่นซึ่งรวมถึงการรับชมภาพยนต์จากเครื่องเล่น 3D Blu-ray ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจึงถือว่าเป็นความเอาใจใส่ในรายละเอียดเพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรสการรับชม 3D LED TV ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

Reduced Judder หมดปัญหาภาพสั่นเบลอ
ปัญหาหนึ่งที่พบในทีวีสามมิติทั่วไปก็คือเมือต้องมีการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็วอย่างเช่น ภาพกีฬาหรือภาพยนต์แอคชั่นต่างๆ จะสังเกตเห็นอาการภาพกระตุก สั่นไหว หรือเบลอซึ่งทำให้เสียอรรถรสในการรับชมอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ทาง Samsungจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยกำจัดปัญหาดังกล่าวออกไปด้วยการเพิ่มเฟรมเข้าไปในภาพที่เคลื่อนไหวเร็วผลลัพธ์ที่ได้คือผู้ชมจะได้เพลิดเพลินกับภาพที่คมชัดสูงสุด ไม่มีสะดุด หรือภาพเบลอๆให้เห็นอีกต่อไป

นอกจากเทคโนโลยีหลักๆ ข้างต้นแล้ว จอทีวีของ Samsung ยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่ทำให้คุณได้รับชมภาพที่สุดยอดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Wide Color EnhancerPlusที่ให้เฉดสีครอบคลุมมากขึ้นทำให้ได้รายละเอียดของภาพใกล้เคียงธรรมชาติPrecision Dimming เทคโนโลยีที่เพิ่มความคมชัดด้วยการแสดงสีดำที่ดำสนิทและสีขาวที่บริสุทธ์ และ Mega Dynamic Contrast ระบบควบคุมและปรับความเข้มแสงทีให้มิติสมจริง ซึ่งเมื่อรวมทุกเทคโนโลยีเข้าไปในจอSamsung 3D LED TVทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจกับประสบการณ์ภาพสามมิติกว่าที่เคยได้เห็นจาก 3DTV ทั่วไป

2D-to-3D Conversion เพิ่มมิติให้กับการรับชม

นอกจากคุณผู้ชมจะสามารถรับชมภาพยนต์ 3D จาก Blu-Ray Disc ได้แล้วคุณยังสามารถได้รับประสบการณ์ 3D จากโปรแกรมรายการต่างๆบนทีวีตามปกติได้อีกด้วย เนื่องจาก Samsung ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าReal D 3D ที่สามารถแปลงภาพที่ปรากฎบนจอ โดยไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์หรือรายการจากฟรีทีวีช่องใดก็ตาม ตลอดจนคลิปวิดีโอบน YouTubeในกรณีที่คุณเลือกใช้ Samsung 3D LED TV รุ่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีInternet@TV ซึ่งแต่เดิมเป็นภาพ 2D ให้กลายเป็นภาพ 3D ได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสโดยระบบจะใช้ภาพเดียวที่ปรากฎบนหน้าจอเพื่อจำลองภาพการมองเห็นเป็นสามมิติด้วยแว่นตา 3D Active Glasses ผู้ชมยังสามารถปรับระดับความลึกตื้นหรือมิติของภาพที่แสดงบนหน้าจอได้อีกด้วย เพียงแค่นี้คุณก็สามารถสัมผัสประสบการณ์สามมิติได้ทันทีที่ต้องการแล้ว

3D Active Glasses แว่นตาสามมิติดีไซน์ล้ำ
เทคโนโลยีจอภาพเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้คุณผู้ชมได้สัมผัสกับประสบการณ์ 3Dทีสมบูรณ์แบบได้ หากไม่มี 3D Active Glasses แว่นตาสามมิติทีมาพร้อมกับSamsung 3D LED TV ด้วยดีไซน์ทันสมัย บางเบา (34 กรัม) สวมใส่สบายแต่ด้วยเทคโนโลยีที่อยู่ภายในทำให้ผู้ชมสามารถมองเห็นภาพ 3Dไฮเดฟได้อย่างนุ่มนวลทะลุจอสมจริงโดยแบตเตอรี่ที่ชาร์จสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 50ชม.กรอบด้านบนของแว่นภายในติดตั้งเครื่องรับส่งสัญญาณอินฟราเรดที่ทำหน้าที่ซิงค์สัญญาณภาพกับ Samsung 3D LED TV ช่วยเพิ่มความสะดวกในการพกพาเนื่องจากไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติมแต่อย่างใดการใช้งานก็แค่กดปุ่มเปิดที่อยู่บนกรอบแว่นตา เพียงแค่นี้คุณก็ได้รับชมประสบการณ์ 3D ที่สมบูรณ์แบบแล้ว
สำหรับประเด็นความกังวลที่ว่า ชมภาพยนต์ 3D แล้วจะทำให้รู้สึกปวดตา หรือมีผลกระทบข้างเคียงหรือไม่ คำตอบก็คือ ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้ถูกกำจัดไปหมดแล้วผู้ชมไม่ต้องคอยปรับสายตาเพื่อให้เห็นภาพเป็น 3D เหมือนในอดีตหน้าที่ดังกล่าวปล่อยให้ทีวี และแว่นตาจัดการให้แทน เรียกได้ว่าคุณสามารถชมภาพพยนต์ 3D ได้อย่างลื่นไหลสบายตาด้วยภาพที่

ดีไซน์จอภาพบางเฉียบแค่ 7.9มม.เท่านั้น
สำหรับผู้ที่เลือก Samsung 3D LED TVนอกจากจะได้สัมผัสกับสุดยอดความบันเทิงจากประสบการณ์ 3D ที่สมจริงแล้วดีไซน์ของจอภาพยังจะทำให้มันเหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหรูในห้องพักผ่อนของคุณอีกด้วย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี LEDทีให้ความคมชัดของภาพสูงสุดประกอบความสามารถในการออกแบบให้จอภาพที่ได้มีความบางเฉียบแค่ 7.9 มม.เท่านั้น (UA55C9000) เรียกได้ว่า Samsung 3D LEDTV เป็นสุดยอดของนวตกรรมที่มีทั้งความงดงามของเทคโนโลยีที่อยู่ภายในและดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น จนไม่น่าแปลกใจเลยที่มันได้รับรางวัลINNOVATIONS 2010 ในงาน International CES เมื่อต้นปีที่ผ่านมา


Samsung 3D Total Solution

และเพื่อความสมบูรณ์แบบของความบันเทิงที่ครบครัน ในชุด Samsung 3D TotalSolution จะเนรมิตรห้องพักผ่อนของคุณให้กลายเป็นโรงภาพยนต์ 3D ทั้งระบบภาพและเสียง สัมผัสกับความสามารถที่เยี่ยมยอดของเครื่องเล่น Blu-Ray 3Dพร้อมกับลำโพงแบบ Open Speak Cone ที่รวมอยู่ในชุดลำโพง 7.1 แชนเนลกำลังขับ 1330W RMS ซึ่งนอกจากจะได้รับชมภาพ 3D ทะลุมิติแล้วระบบเสียงที่ให้คุณได้รู้สึกเหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์จริงยังช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วยโดยชุดโฮมเธียเตอร์สามมิติสามารถใช้งานได้กับ Samsung 3D TV ทุกรุ่นและแล้วฝันที่อยากจะมีโรงหนังสามมิติในบ้านของคุณก็เป็นจริงแล้ว

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

LED TV คืออะไร ?

>
ต่อจากบทความที่แล้วเราอาจจะยังไม่ได้ขยายความว่า LED TV จริงๆ คืออะไรกันแน่ ชื่อคล้ายๆ LCD TV แต่มันแตกต่างกันครับ ผมเลยมาขยายความต่อในบทความนี้ครับ..

LED TV ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาด “จิ๋วแต่แจ๋ว” ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสีนต่างๆ


ส่วน LCD TV ที่เราๆ รู้จักกันแล้ว ย่อมาจาก Liquid Crystal Display ซึ่งใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สี ทั้งสีแดง น้ำเงิน เขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด CCFL Backlight ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ

สรุป
สรุปอย่างได้ใจความได้ว่า LED TV ก็คือ LCD TV ที่เปลี่ยนจากหลอด CCFL เป็นหลอด LED ในการกำเนิดแสงนั่นเอง โดยยังใช้ Liquid Crystral ผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีในการสร้างสีในแต่ละพิกเซล ดังนั้นตามหลักการแล้วมันก็คือ LED LCD TV นั่นเอง เพียงแต่สลับจากการใช้หลอด CCFL ให้เป็นหลอด LED เพื่อใช้กำเนิดแสง อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือ LED เป็นเทคโนโลยีที่มีให้เห็นกันบ่อยในจอโน็ตบุ๊คที่บางๆครับ

ด้วยความที่เป็นหลอดไฟ “จิ๋วแต่แจ๋ว” โดยความสามารถของเจ้า LED นั้นสามารถให้ “แสงสว่างได้ดีกว่าโดยที่ใช้ไฟน้อยกว่า” ทำให้ LED เป็นแหล่งกำเนิดไฟที่มีประสิทธิภาพมากกว่าหลอด CCFL ทันทีครับ และที่สำคัญด้วยขนาดหลอดที่เล็กกว่า ทำให้ LED TV มีความบางกว่า LCD TV ทั่วๆไปที่ใช้หลอด CCFL Backlight แต่อย่างไรก็ตาม LED TV นั้นก็ยังมีระดับราคาที่สูงอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “คุ้มค่าหรือเปล่า” กับการลงทุนในช่วงนี้ โดยผมบอกได้เพียงสั้นๆว่า ค่าตัวของ LED TV ค่อนข้างแพงกว่า LCD TV อยู่พอสมควร แต่ก็มี LED TV ก็มีอัตราการกินไฟน้อยกว่า LCD TV อยู่ประมาณ 40% -50% เลยทีเดียวเชียวครับ ดังนั้นเรื่องความคุ้มค่าก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วหละว่าจะเลือกตัวไหนครับ

LED TV มีทั้งหมดกี่แบบ ???
อันนี้หลายๆท่านอาจะจะยังสงสัยว่า LED TV มันมีหลายแบบด้วยเหรอ คำตอบแบบฟันธงนะครับว่ามีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรามาดูกันเลยดีกว่า

1. EDGE LED : วางหลอด LED ไว้ตรงขอบของทีวี
EDGE ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ขอบ” ครับ โดยหลอด LED จะถูกวางไว้ตามขอบบน ล่าง ซ้าย ขวา ของทีวีและคอยยิงแสงเข้ามาตรงกลางจอทีวี สำหรับข้อดีก็มีตรงที่ “ความบาง” ที่บางกว่า LCD TV ทั่วๆไปหลายเท่า เพราะหลอด LED อยู่แค่ด้านข้างครับ ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องการประหยัดไฟครับ อย่างไรก็ตามข้อเสียหลักๆเมื่อเทียบกับ LED แบบ Full LED ก็คือ ไม่สามารถทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิดหลอดไฟเป็นกลุ่มๆได้เนื่องจากหลอดไฟอยู่ที่ขอบนั่นเอง


สำหรับ EDGE LED TV ได้แก่ Samsung B6000 B7000 B8000 ครับ และรวมถึง Sony ZX1 ซึ่งเป็น EDGE LED LCD TV ที่บางที่สุดในโลกเพียง 9.9 มม.

2. Full LED : หลอด LED เป็นแผงอยู่ด้านหลัง
สำหรับแบบที่ 2 เราเรียกว่า Full LED (Direct LED) เพราะว่ามีหลอดไฟอย่าด้านหลังทั้งแผงคอยให้กำเนิดแสงนั่นเอง ข้อดีของ Full LED หรือบางค่ายก็เรียก Direct LED ก็คือ ความสามารถในการทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิด หลอด LED เป็นกลุ่มๆ หรือเฉพาะจุดนั้นเองอย่างอิสระ เช่นฉากๆ นึงด้านซ้ายเป็นสีดำ ด้านขวาเป็นสีขาว หลอด LED Backlight บริเวณด้านซ้ายก็จะปิดเพื่อทำให้สีดำบริเวณด้านซ้ายดำสนิท และกลุ่ม LED Backlightด้านขวาจะเปิดเพื่อให้แสงสามารถลอดออกมาเป็นสีขาวครับ ในขณะที่ CCFL และ EDGE LED ไม่สามารถได้ ส่วนข้อเสียคือเรื่องความหนาของตัวเครื่องครับ เนื่องจากต้องใช้หลอดไฟ LED หลายตัวไว้ด้านหลังของตัวจอ ซึ่งทำให้ทีวีมีความหนาประมาณ LCD TV ทั่วๆ ไปอยู่ครับ


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ Samsung A950 รุ่นนี้ใช้ Full LED Backlight ครับ รวมถึง Philips รุ่น PFL9803 รุ่นที่ได้รางวัล EISA Award รุ่นนี้ก็ใช้ Full LED Backlight เช่นกัน

3. RGB LED : หลอดไฟ LED สีแดง เขียว น้ำเงิน เป็นแผงอยู่ด้านหลัง
แบบสุดท้ายผมขอยกให้เป็นตัวท็อปของ LED TV ในปัจจุบันนะครับ ซึ่งก็คือ RGB LED TV นั่นเอง โดยหลักการให้กำเนิดแสงก็คล้ายๆ กับ Full LED เพียงแต่ว่าแทนที่จะใช้หลอด LED สีเดียวซึ่งปกติเป็นสีขาวในการกำเนิดแสง เจ้า RGB LED TV ใช้หลอด LED แม่สี 3 สี (แดง R, เขียว G, น้ำเงิน B) ในการให้กำเนิดแสงแทน ซึ่งหลอดไฟ 3 สีนี้แยกการทำงานกันอย่างอิสระ ส่งผลให้การสร้างสีดีขึ้น เพราะแสงต้นขั้วนั้นออกมาเป็นแม่สีตั้งแต่แรก ความถูกต้องและคมชัดของสีจึงมีมากขึ้น ตลอดจนความสามารถในการไล่เฉดสีจนมีมิติของภาพก็ดีขึ้น ตามหลักการแล้ว RGB LED ถือว่าเป็น LED TV ที่ดีที่สุดครับ มีต้นทุนที่สูงกว่า และความสามาถในการทำ Local Dimming หรือการเปิด/ปิดไฟเป็นกลุ่มๆอย่างอิสระเพื่อสีดำที่ดำสนิทและคอนทราสต์ที่มากขึ้นก็มีเช่นเดียวกับ Full LED แบบข้อที่ 2 ครับ ส่วนข้อเสียที่เห็นหลักๆ ก็คือระดับราคาที่ค่อนข้างสูงมากในตอนนี้


ตัวอย่างทีวีที่ใช้ RGB ก็คือ Sony X450 ขนาด 46” 55” 70” และ Sharp XS1 ขนาด 65” ซึ่งค่าตัวของ Sharp RGB LED TV ก็ 699,990 บาท และ 70X450 ราคาอยู่ที่ 799,990 บาทซึ่งถอยรถ Vios และ Civic ได้อย่างละ 1 คันพอดีเลยล่ะครับ

คงได้รู้จักกับ LED TV กันพอสมควรนะครับ ทีนี้จะเลือกใช้ทีวี LED หรือไม่ก็แล้วแต่ชอบอ่ะนะครับ..

ความแตกต่างระหว่าง LCD TV, LED TV และ Plasma TV



กาลเวลาเปลี่ยนแปลงยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนวิวัฒนาการและเทคโนโลยีก็หมุนเวียน เปลี่ยนตาม จากเดิมที่เริ่มจำความได้ว่าทีวีบ้านเราๆนั้นจะเป็นจอสีเหลี่ยมจัตุรัส ที่ มีขนาดให้เลือกตั้ง 14,21,25,29นิ้วให้คุณเลือกตามกำลังและความต้องการ เวลาล่วงเลยมาได้2-3ปีให้หลังคุณอาจจะเห็นทีวีลดน้อยลงไปแทบจะไม่เห็นเลย เพราะ Plasma TV กับ LCD TV จากความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าทั้งความสามารถทั้งขนาดที่ดูแล้วควบคู่มากับราคาที่เปลี่ยนจากเดิม จึงทำให้ เข้ามาตีตลาดให้จอทีวีค่อยๆลดหายลงไป และในปัจจุบันสิ่งเปลี่ยนแปลงและค่อยๆ ก้าวเข้ามาคือ LED TV ซึ่งผมเคยกล่าวเปรียบเทียบ LCD กับ Plasma มาบ้างแล้วในบทความก่อนหน้า วันนี้ขอเพิ่ม LED TV มาแจมด้วยครับ

คงอยากรู้กันแล้วสินะครับว่าทั้ง LCD TV, LED TVและPlasma TV แตกต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มรู้จักที่ละอย่างเลยครับ เริ่มที่ตัวของ LCD TV ก่อนเลย จากราคาที่น่าสนใจและตลาดที่แทบจะทุกค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ผลิตออกกันมาส่วนใหญ่จะเป็น LCD TV

LCD TV (Liquid Crystal Display) ซึ่งใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง แสดงภาพโดยเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสง Backlight ส่องแสงไปที่ผลึกเหลว (ลักษณะ คล้ายๆเยลลี่ ดังนั้นถ้าลองสังเกตดูว่าถ้าเอามือจิ้มลงไปที่จอจะรู้สึกว่านิ่มๆ) ที่หยอดเอาไว้ระหว่างช่องกระจกจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ทำให้โมเลกุลของลิควิดคริสตัลในส่วนของจุดภาพ พิกเซล (pixel) นั้นหมุนเป็นมุม 90 องศา เพื่อให้เกิดได้ทั้งจุดสว่าง และจุดมืด (แต่ละพิกเซลไม่สามารถกำเนิดแสงได้เอง) หากเรากล่าวว่าเทคนิคของ LCD คือการบิดตัวโมเลกุล แล้วเอาเงาของมันมาใช้งานก็ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด LCD ทีวีจะมีหลายขนาดมากๆ ไล่ตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึง 108 นิ้ว ครับ


LED TV ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว อาทิเช่นหลอดไฟท้าย Minor Change ของ Honda Civic โฉมปัจจุบัน ซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลว 3 สีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดผ่านออกมาเป็นสีสันต่างๆ


PLASMA TV ภาพแบบพลาสม่าทีวี แสดงภาพโดยการใช้แสงที่เกิดจากการแตกตัว ionized ของ neon gas (นีออน)เพื่อแสดงผลของภาพออกมาที่แผงหน้าจอ ภายในจอภาพมีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วย neon gas แต่ละพิกเซลกำเนิดแสงได้เองPlasma ทีวี จะเน้นทำแต่ ขนาดใหญ่ๆครับ 42 นิ้วขึ้นไป จนถึงขนาด 150 นิ้ว ครับ


ความแตกต่างของจอทั้ง 3 ชนิดคือ หลอดภาพที่แตกต่างกันในการแสดงผลครับ ข้อดีข้อเสียของของจอทั้ง 3ชนิด มีดังนี้ครับ


ข้อดีของ LCD TV

1. ให้สีที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน , สารคดี และละคร
2. เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์
3. เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่นหรือ ห้องรับแขก (หรือท่านที่จะซื้อเพื่อใช้ไปติดตั้งในร้านค้าหรือร้านอาหาร แอลซีดี ทีวีก็จะเหมาะสมกว่า)
4. อาการ Burn-In จะมีโอกาสไม่เกิดขึ้นเลย
5. แอลซีดีทีวียังกินไฟน้อยกว่าด้วยนะครับ


ข้อดีของ LED TV

1.ลักษณะจอมีขนาดบางกว่าจอLCD และจอPlasma
2.ความสว่างและสีสันค่อนข้างสดกว่า
3.กินไฟน้อยกว่าจอทั้ง2ชนิด


ข้อดีของ Plasma TV

1. สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดีกว่า เนื่องจากมี Response Time .001 ms จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ Action และการรับชมกีฬาเป็นอย่างมาก
2. อายุการใช้งาน ยาวนานกว่าที่ 100,000 ชั่วโมง (Half Brightness)
3. สามารถแสดงระดับพื้นสีดำได้ดีกว่า
4. มีคอนทราสต์ที่สูงกว่าทำให้เห็นมิติของภาพได้ดีกว่า
5. มุมมองจอภาพที่กว้างกว่า แอลซีดี
6. ให้สีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ มากกว่า สีออกโทนอุ่น

ข้อเสียของ LCD TV

1. ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 ms เท่านั้น
2. มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง, โทนสีผิว, สีท้องฟ้า ทะเล
3. ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำ จึงทำให้ฉากสีดำเป็น “ดำสว่าง” ไม่ใช่ “ดำมืด” อย่างที่ควรเป็น

ข้อเสียของ LED TV

1.ราคาแพงกว่า จอLCD และ Plasma
2.ตลาดยังไม่ได้รับความนิยม และยังมีราคาแพง

ข้อเสียของ Plasma TV

1. อาการ Burn-In มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าเปิดภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ เช่นโลโก้ช่อง 7 หรือโลโก้ True Vision เป็นต้น (ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์)
2. ไม่เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่นห้องนั่งเล่น หรือกลางแจ้ง
3. หน้ากระจก ทำให้เกิดการสะท้อนเป็นเงาได้
4. กินไฟมากว่าทั้งจากตัวทีวีเอง และการทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพราะ Plasma TV มีความร้อน ออกมาจากตัวเครื่องมากกว่า
5.ค่าซ่อมแพง ซ่อมต้องซ่อมเปลี่ยนทั้งหลอดภาพหมดทั้งชุด

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชนิดและเทคนิคการเลือกซื้อหูฟังสำหรับใช้งาน


วันนี้ผมจะมาบอกเล่าเทคนิคเกี่ยวกับการเลือกหูฟังกันครับ...
สำหรับการฟังดนตรีผ่านหูฟังก็ให้อารมณ์ที่เป็นส่วนตัวและให้ความสุขที่ดีอีกด้วย
เนื่องจากปัจจุบันหูฟังนั้นเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องมีติดตัวกัน ดูได้ง่ายๆ อย่างเช่น บนรถเมล์ก็จะเห็นคนใส่หูฟังนั่งฟังเพลงหลับปุ๋ยกันหลายคนบนรถเมล์หนึ่งคัน ทั้งนี้ก็เพราะกระแสเครื่องเล่น MP3 ที่มีออกมามากมายหลายรุ่นหลายราคาและรวมถึงพวกโทรศัพท์มือถือแนวมิวสิคโฟนที่มีมากขึ้นอีกด้วย

หูฟังที่มีขายในบ้านเราต่างก็มีรูปแบบแตกต่างกันมากมาย จนอาจจะทำให้การเลือกซื้อหูฟังอันใหม่มาใช้แทนอันเดิมนั้นอาจจะทำให้เกิดอาการเลือกไม่ถูกได้ว่าจะเอาแบบไหนดี ในบทความนี้ผมจะนำเอาข้อดีข้อเสียของหูฟังแต่ละแบบมาให้รับชมกันแบบไม่มีปิดบัง รวมทั้งการเลือกซื้อหูฟังให้โดนใจด้วยครับ

ประเภทของหูฟัง

ประเภทของหูฟังนั้นหลักๆ แล้วถ้าแบ่งตามรูปแบบลักษณะการสวมใส่จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)
2. แบบแปะหูหรือแนบหู
3. แบบสวมหัว

ซึ่งแต่ละประเภทมีหน้าตาและข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ

1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)


หูฟังประเภท In-Ear

หูฟังรูปแบบนี้จะมีจุกยางเสียบเข้าไปในรูหู โดยส่วนใหญ่จะให้จุกยางมาหลายขนาดเพื่อความเหมาะสมของสรีระของแต่ละคน ขนาดของหูฟังประเภทนี้จะมีขนาดเล็กที่สุด

ข้อดี

การใช้งาน: ข้อดีของหูฟังแบบแยงหูในแง่ของการใช้งานจะอยู่ที่ความเบา ไม่เจ็บหู และมีขนาดเล็กสะดวกต่อการพกพาติดตัว

คุณภาพเสียง: ข้อดีของหูฟังแบบนี้จะให้เสียงกลางและแหลมที่มีรายละเอียดดี มีความเพี้ยนต่ำ เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังจะมีขนาดที่เล็กและอยู่ใกล้กับโครงสร้างของหูในส่วนที่ใช้รับเสียงมากกว่าหูฟังแบบอื่น ทำให้ไม่ต้องเปิดดังมากจนเกิดความเพี้ยนของเสียงเกิดขึ้น และหูฟังประเภทนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหูฟังที่ให้ “มิติเสียง” ได้ดีที่สุดด้วย ทำให้การแยกแยะชิ้นดนตรีชัดเจน และเนื่องจากว่าตอนใช้งานต้องแยงลงไปในรูหู ซึ่งทำให้ช่วยบล็อกเสียงจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปรบกวนได้มาก

ข้อด้อย

การใช้งาน: หูฟังประเภทนี้อยู่ที่ความอันตราย เนื่องจากตอนใช้งานจะต้องแยงเข้าไปในรูหูจนแน่น ทำให้คุณอาจจะไม่ได้ยินเสียงแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว จึงไม่ควรใช้งานในขณะทำกิจกรรมอื่นๆ บางอย่าง อาทิ ขณะขับรถ, ขณะเดินหรือวิ่งในที่สาธารณะที่มีการจราจรหนาแน่น

คุณภาพเสียง: จะมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของเสียง ซึ่งหูฟังแบบแยงหูนี้จะให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตัวไดเวอร์ของหูฟังพวกนี้จะมีพื้นที่ไดอะแฟรมที่ใช้ในการผลักอากาศน้อย คุณจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ “ลมกระแทกหู” เวลาเปิดเสียงเบสต่ำๆ


2. แบบแปะหูหรือแนบหู


หูฟังประเภทแนบหู

เป็นรูปแบบของหูฟังที่มีความแตกต่างไปจากแบบแยงหูหรือ In-Ear คือเวลาใช้งาน ตัวลำโพงจะวางแปะติดอยู่กับรูหูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ดีไซน์ของหูฟังประเภทนี้มีลักษณะแตกต่างไปจากหูฟังแบบแยงหู สิ่งที่แตกต่างอย่างแรกคือตัวลำโพงที่ใช้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า และต้องมีตัวช่วยประคองตัวลำโพงให้แนบติดกับหูตลอดเวลาด้วย โดยมากจะใช้วิธีคล้องกับหลังหู

ข้อดี

การใช้งาน: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแยงหูอยู่บ้าง แต่มันก็ยังถือว่ามีน้ำหนักเบากว่าแบบสวมหัวมาก และเนื่องจากตัวหูฟังทั้งสองข้างไม่ได้ถูกเชื่อมติดกันเหมือนหูฟังแบบสวมหัว ทำให้สะดวกต่อการพกพา

คุณภาพเสียง: เนื่องจากหูฟังพวกนี้จะใช้ตัวไดเวอร์ (หรือดอกลำโพง) ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบแยงหูมาก ทำให้มันสามารถตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างกว่าแบบแยงหูอย่างที่คุณจะรู้สึกไดัชัด แม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะยังไม่สามารถทำให้คุณสัมผัสกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ลมกระแทกหู” เหมือนหูฟังแบบสวมหัว แต่มันก็จะทำให้คุณได้ยินมิติเสียงในย่านกลางและทุ้มที่มากกว่าแบบแยงหูขึ้นมาระดับหนึ่ง

ข้อด้อย

การใช้งาน: เนื่องจากมันใช้วิธีคล้องแนบกับหูทางด้านหลังหู จึงอาจจะทำให้รู้สึกรำคาญเมื่อใช้ไปนานๆ และบางยี่ห้ออาจจะไม่แนบแน่นมากพอ อาจจะหลุดหรือเคลื่อนได้ง่ายเวลาเคลื่อนไหวตัวอย่างรวดเร็ว

คุณภาพเสียง: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะให้การตอบสนองย่านเสียงที่กว้างขวางกว่าแบบแยงหูมากแล้ว แต่ก็ยังพบว่ายังมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของเสียงอยู่ดี ซึ่งหูฟังแบบแนบหูนี้ก็ยังให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วตัวบอดี้ของหูฟังประเภทนี้จะเป็นแบบ “ปิด” (Closed Box) ทำให้ด้านหลังของตัวไดเวอร์มีพื้นที่จำกัด ไม่มากพอในการที่จะใช้ปั๊มเสียงทุ้มออกมาเยอะๆ และลงได้ไม่ลึกสุด อีกทั้งเนื่องจากมันใช้วิธีคล้องหลังหู ซึ่งไม่แนบแน่นมาก บางยี่ห้อนั้นจะมีเสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้

3. แบบสวมหัว


หูฟังประเภทสวมหัว

เป็นรูปแบบของหูฟังที่โพรเฟสชั่นแนลในวงการบันทึกเสียงนิยมใช้ ซึ่งถือว่าเป็นแบบที่มีขนาดใหญ่และมีรูปแบบเทอะทะที่สุดในจำนวนหูฟังทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นหูฟังที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงคุณภาพเสียงเป็นอันดับแรก รูปแบบภายนอกนั้นตัวลำโพงทั้งสองข้างจะถูกยึดโยงเข้าด้วยกันด้วยโครงพลาสติกโค้งที่รับกับลักษณะศีรษะของคนใส่ (บางรุ่นอาจจะมีสอดไส้ในด้วยลวดโลหะเพื่อความแข็งแรงด้วย) และมีกลไกให้สามารถปรับระยะตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบพอดีกับสรีระของหูของผู้ใช้แต่ละคนได้ หูฟังแบบนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ “แบบตู้ปิด” คือใช้บอดี้ที่ครอบอยู่ด้านหลังของตัวไดเวอร์เป็นแบบที่ซีลสนิท ไม่มีช่องอากาศ กับ “แบบตู้เปิด” คือตัวบอดี้ที่ใช้ครอบด้านหลังของไดเวอร์จะมีช่องอากาศ เปิดโอกาสให้อากาศด้านหลังของตัวไดเวอร์สามารถถ่ายออกมาด้านนอกได้ (และดึงอากาศจากข้างนอกเข้าไปช่วยดันตัวไดเวอร์ในการปั๊มเสียงได้)

ข้อดี

การใช้งาน: ส่วนมากแล้วหูฟังประเภทนี้จะมีฟองน้ำหนุนครอบหูเอาไว้ ทำให้ตัวลำโพงไม่ต้องกดกับใบหูมาก ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บใบหูเวลาใช้งานไปนานๆ และโครงที่คาดศีรษะจะช่วยรัดตรึงตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบกับหูได้สนิทมากขึ้น

คุณภาพเสียง: หูฟังประเภทนี้ที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ไดเวอร์ที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเนื่องจากมันมีสายโครงรัดศีรษะ ทำให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบตัวบอดี้ของไดเวอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่มากพอสำหรับกักเก็บปริมาตรอากาศได้ตามสเป็กของไดเวอร์เพื่อให้ไดเวอร์ที่เลือกมาใช้สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ผลคือทำให้คุณได้ยินฮาร์มอนิกของเสียงที่ครบถ้วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับหูฟังทุกประเภทที่มีอยู่ในท้องตลาด และโดยเฉพาะกับหูฟังบางรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์แบบตู้เปิด จะทำให้คุณได้ยินเสียงทุ้มที่ลงได้ลึกกว่าหูฟังทุกประเภทอีกด้วย และเป็นหูฟังประเภทเดียวที่จะทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์ “ลมกระแทกหู” เมื่อฟังเพลงที่มีเสียงเบสลึกๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เหมือนจริง อย่างที่ได้สัมผัสจากลำโพงบ้านชั้นดี อีกทั้งยังได้ “ไดนามิก-เรนจ์” ของเสียงที่กว้างขวางกว่าเมื่อเทียบกับหูฟังรูปแบบอื่นๆ

ข้อด้อย

การใช้งาน: ถึงแม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะมีโครงรัดศีรษะช่วยให้ลำโพงทั้งสองข้างแนบกับหูได้มาก แต่บางรุ่นบางยี่ห้อนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บหูได้เมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และโครงสร้างของมันค่อนข้างจะเทอะทะ มีน้ำหนักเยอะ ไม่เหมาะกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ (ถ้าไม่ใช่เพื่องานระดับมืออาชีพจริงๆ) ข้อเสียอีกประการหนึ่งของหูฟังประเภทนี้ก็คือว่ามันมักจะมีความไวค่อนข้างต่ำ ต้องการกำลังขับจากแอมป์ค่อนข้างสูง ลำพังกำลังขับของเครื่องเล่น MP3 หรือจากอุปกรณ์ประเภทดิจิตอลเพลเยอร์ตัวเล็กๆ จะไม่พอต่อการขับหูฟังประเภทนี้ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดี ต้องอาศัยแอมป์ขยาย (Headphone Amp) มาช่วย หรือฟังผ่านช่องหูฟังของเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดีขนาดใหญ่จึงจะออกมาดี ข้อด้อยในการใช้งานของหูฟังประเภทนี้ยังมีอยู่อีกข้อหนึ่ง โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์เป็นแบบตู้เปิด นั่นคือเวลาฟังจะมีเสียงดังเล็ดลอดออกไปรบกวนคนข้างๆ ด้วย ยิ่งเปิดดังก็ยิ่งลอดออกไปมาก และข้อด้อยอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ราคาสูงครับ

คุณภาพเสียง: ข้อด้อยในแง่คุณภาพเสียงของหูฟังประเภทนี้มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับหูฟังประเภทอื่น ที่ดูจะชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของความเพี้ยนของเสียง เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังประเภทนี้จะอยู่ในตำแหน่งที่ถอยห่างออกมาจากหูของผู้ฟังมากกว่าหูฟังแบบแยงหูและแบบแปะหูอยู่พอสมควร ทำให้มีโอกาสจะเกิดความเพี้ยนได้ง่ายกว่าหูฟังสองประเภทนั้น แต่ถ้าเป็นยี่ห้อและรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับงานโพรเฟสชั่นแนลแล้ว ปัญหาในเรื่องดังกล่าวก็แทบจะลืมไปได้เลย

จะเลือกซื้ออย่างไร?

การเลือกซื้อหูฟังก็ขอแนะนำให้ใช้หลักคิดที่คำนึงถึง “ประโยชน์ใช้สอย” มาเป็นอันดับแรกคือคุณต้องจำไว้เสมอว่าไม่มีหูฟังแบบไหนดีที่สุด และหูฟังที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็คือหูฟังที่ตอบสนองการใช้งานของคุณได้อย่างตรงวัตถุประสงค์มากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อหูฟังทุกครั้ง ขอให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าลักษณะการใช้งานที่คุณต้องการนั้นเป็นอย่างไร อาทิ ถ้าคุณต้องการนำไปใช้ขณะวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อย่างนี้ก็ควรจะเลือกแบบแยงหูจะเหมาะที่สุด เพราะในลักษณะการใช้งานแบบที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเช่นนี้ ควรจะเน้นหูฟังที่มีน้ำหนักเบาและไม่หลุดง่าย แต่ถ้าคุณต้องการนำไปใช้งานสำหรับฟังเป็นมอนิเตอร์ในการแต่งเพลงหรือบันทึกเสียง ก็ควรจะเลือกแบบสวมหัวจะเหมาะสมที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะมีน้ำหนักเยอะและเทอะทะแต่ก็ให้คุณภาพเสียงที่ดีในหลายๆ ด้าน จะทำให้คุณทำงานได้อย่างตรงตามที่ควรจะเป็น ตัวแปรอีกประการหนึ่งที่ควรจะคำนึงถึงในการเลือกซื้อหูฟังก็คือ “ราคาขาย” ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบไหนก็ตาม ในแต่ละแบบก็จะมีทั้งรุ่นที่มีราคาถูกและรุ่นที่มีราคาแพงให้เลือกพอๆ กัน ซึ่งก็ขอให้คุณตระหนักในสัจธรรมความเป็นจริงไว้ข้อนึงนั่นคือ ของดีไม่มีถูก... และของถูกไม่มีทางดีกว่าของแพงครับ